posttoday
‘ซุป สต๊อก โตเกียว’ ฟาสต์ฟู้ดเรียบง่ายใส่ใจคุณภาพ

‘ซุป สต๊อก โตเกียว’ ฟาสต์ฟู้ดเรียบง่ายใส่ใจคุณภาพ

22 ธันวาคม 2558

มาซามิชิ โทยามะ เจ้าของบริษัท สมายล์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ผลิตภัณฑ์คุณภาพดี คือกุญแจสำคัญของการชนะใจลูกค้าแม้ว่าต้องจ่ายแพงขึ้น” จากการก่อตั้งร้าน ซุป สต๊อก โตเกียว ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดใส่ใจคุณภาพสไตล์ญี่ปุ่น 

มาซามิชิ โทยามะ เจ้าของบริษัท สมายล์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ผลิตภัณฑ์คุณภาพดี คือกุญแจสำคัญของการชนะใจลูกค้าแม้ว่าต้องจ่ายแพงขึ้น” จากการก่อตั้งร้าน ซุป สต๊อก โตเกียว ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดใส่ใจคุณภาพสไตล์ญี่ปุ่น 

ร้าน ซุป สต๊อก โตเกียว ออกแบบอย่างเรียบง่าย สะดวกสบาย และมักจะได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้าเพศหญิงที่มีปัญหาในการเลือกร้านอาหารนั่งแล้วรู้สึกสบายในการรับประทานอาหารเพียงลำพัง

จุดเริ่มต้นของ “มาซามิชิ โทยามะ” วัย 47 ปี ผู้ก่อตั้งซุป สต๊อก โตเกียว ไม่ได้มุ่งมั่นที่จะมาเป็นเจ้าของร้านอาหาร และเริ่มต้นอาชีพแรกด้วยการเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วไปภายหลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเคโอ โดยได้เข้าทำงานที่ มิตซูบิชิ คอร์ป บริษัทเทรดดิ้งที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ในปี 1985

ในปี 1997 โทยามะย้ายไปทำงานที่บริษัท เคเอฟซี ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทในเครือมิตซูบิชิ ซึ่งที่นี่ โทยามะมักตั้งคำถามว่าเหตุใดร้านฟาสต์ฟู้ดหลายๆ ร้านต้องมีป้ายไฟขนาดใหญ่และเขียนเมนูให้ดูมีสีสัน แม้ว่าการมีป้ายไฟที่มีสีสันสะดุดตาจะช่วยดึงดูดลูกค้าและทำให้มองเห็นได้ง่ายก็จริง แต่โทยามะรู้สึกว่าสีสันกลับไม่ช่วยให้บรรยากาศในการรับประทานอาหารดีขึ้น และยังดูรกตาอีกด้วย

จุดเริ่มต้นไอเดียการเปิดร้านของตัวเองมาจากการสังเกตพฤติกรรมระหว่างไปกินข้าวกับเพื่อนที่ร้านแห่งหนึ่ง โดยเห็นลูกค้าสาวรายหนึ่งกำลังรับประทานซุปร้อนๆ อย่างผ่อนคลายราวกับอยู่บนสวรรค์ ทำให้โทยามะเกิดไอเดียที่อยากจะสร้างร้านอาหารที่ดูสบายๆ เรียบง่ายขึ้นมา โดยมีซุปเป็นเมนูหลักของร้าน พร้อมทั้งคิดชื่อร้านไว้ว่า ซุป สต๊อก โตเกียว

โทยามะเริ่มต้นออกแบบโลโก้ของร้านด้วยแนวคิดอย่างเรียบง่าย ซึ่งตรงข้ามกับโลโก้ของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดทั่วไปที่มักจะมีแต่สีสันฉูดฉาด โดยเลือกใช้อักษรภาษาอังกฤษ และใช้โทนสีดำซึ่งทำให้สีของซุปเด่นขึ้น ในขณะเดียวกันก็หลีกเลียงการใช้สีมากเกินไปในการออกแบบการตกแต่งร้าน ใบแผ่นพับโฆษณา หรือแม้กระทั่งถ้วยซุป

หลังจากนั้นไม่นาน โทยามะได้เสนอแนวคิดธุรกิจกับผู้บริหารเคเอฟซี และได้รับอนุมัติโครงการในปี 1997

ร้าน ซุป สต๊อก โตเกียว เปิดตัวครั้งแรกในปี 1999 ในย่านโอไดบะ กรุงโตเกียว และได้ก่อตั้งบริษัท สมายล์ ขึ้นมาในปี 2000 ด้วยเงินทุน 120 ล้านเยน (ราว 35 ล้านบาท) ซึ่งบริษัท มิตซูบิชิ เป็นผู้ร่วมลงทุนมากที่สุด แต่โทยามะก็ได้ลงทุน 20 ล้านเยน (ราว 5.8 ล้านบาท) คิดเป็น 16.7% ของหุ้นทั้งหมดด้วย เนื่องจากต้องการให้ร้านมีความเป็นเอกลักษณ์โดยการขึ้นเป็นเจ้าของในอนาคตอีกด้วย

ต่อมา โอเรียนเต็ลแลนด์ บริษัทผู้ประกอบการของโตเกียวดิสนีย์รีสอร์ท ก็ได้มาร่วมทุนในปี 2008 ทำให้โทยามะกลายเป็นผู้ถือหุ้นมากที่สุด และกลายเป็นเจ้าของร้าน ซุป สต๊อก โตเกียว

ปัจจุบันร้าน ซุป สต๊อก โตเกียว มีอยู่ 53 สาขาทั่วญี่ปุ่น หลังจากเปิดร้านครั้งแรกมาได้ 10 ปี โดยมีพนักงานเต็มเวลา 130 คน และพนักงานพาร์ตไทม์กว่า 1,000 คน ยอดขายของร้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยมียอดขายในปี 2008 อยู่ที่ 4,200 ล้านเยน (ราว 1,200 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 20 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2000

แม้ว่าบางครั้งทางร้านจะได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการบริการบ้าง แต่น้อยครั้งมากที่จะได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับรสชาติและคุณภาพของอาหาร โดยซุปจะมีราคาเฉลี่ยถ้วยละ 610 เยน (ราว 178 บาท) สูงกว่าราคาซุปของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดทั่วไปที่มีราคาอยู่ที่ 150 เยน (ราว 43 บาท) และยังมีราคาสูงเทียบเท่ากับชุดแฮมเบอร์เกอร์ เช่น ซุปล็อบสเตอร์ ที่ใช้วัตถุดิบเป็นกุ้งล็อบสเตอร์นำเข้าจากแคนาดา และปรุงด้วยบรั่นดีชั้นเยี่ยม

โทยามะเผยว่า ซุปและอาหารภายในร้านจะไม่มีการใส่ผงชูรส สารให้ความหวาน สารกันบูด หรือสารแต่งสีอย่างเด็ดขาด เนื่องจากภรรยามักจะพูดว่าน่าจะมีร้านอาหารที่มีความสะอาดปลอดสารเติมแต่ง เพื่อให้ลูกสาวที่เป็นโรคภูมิแพ้กินนมจากแม่ได้โดยไม่ได้รับสารปนเปื้อน ซึ่งคุณแม่ต้องระวังทุกครั้งในการเลือกกินอาหาร

นอกจากคุณภาพของอาหารแล้ว ร้าน ซุป สต๊อก โตเกียว ยังมีการบริหารจัดการที่ดี หัวหน้าของพนักงานขายทุกคนทำงานหนัก รวมทั้งพนักงานก็มีคุณภาพ

ทว่า ธุรกิจก็ไม่ได้ราบรื่นไปซะทุกอย่าง การเปิดสาขาย่านทาเมเกะ-ซาโนะ กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นร้านใหญ่ขนาด 3 ชั้น ยังคงเป็นหนึ่งในฝันร้าย เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีบริษัทต่างประเทศ และใกล้กับสถานทูต ซึ่งโทยามะหวังไว้สูงว่าลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพจะแห่กันไปอุดหนุน แต่ความเป็นจริงแล้ว มีเพียงคนเดินผ่านร้านอย่างบางตาแม้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ขาดทุนถึง 3 ล้านเยน (ราว 8.7 แสนบาท) ต่อเดือน

“นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเป็นกังวลเรื่องเงิน” โทยามะ กล่าว และประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องปิดร้านและเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นเปิดร้านค้าขนาดเล็กแทน

ทั้งนี้ ในอนาคตโทยามะยังมีแผนที่จะเปิดธุรกิจร้านขายของมือสอง ที่ย่านมารุโนะอุชิ กรุงโตเกียว และบนเว็บไซต์เพื่อเพิ่มรายได้ของบริษัท สมายล์ อีกด้วย

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่