posttoday
ปตท.แค่เซเล็กน้อยไม่ถึงล้ม ปรับแผนธุรกิจ-ปันผลช่วยผู้ถือหุ้น

ปตท.แค่เซเล็กน้อยไม่ถึงล้ม ปรับแผนธุรกิจ-ปันผลช่วยผู้ถือหุ้น

21 ธันวาคม 2558

โดย...ประลองยุทธ  ผงงอย

โดย...ประลองยุทธ  ผงงอย

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จนเหลือไม่ถึง 35 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในขณะนี้ และนักวิเคราะห์ต่างประเทศจากหลายสำนักคาดการณ์ว่าปีหน้ามีโอกาสที่จะย่ำแย่ลงไปอีก อาจจะเห็นราคา 20 เหรียญสหรัฐเท่านั้น นับเป็นข่าวร้ายมากสำหรับกลุ่ม ปตท. เฉพาะปีนี้ยังขาดทุนหลายหมื่นล้านบาท จากสต๊อกและจากการรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ ขณะนี้เกิดคำถามว่าเครือ ปตท.จะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรในระยะยาว

“เทวินทร์ วงศ์วานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. (PTT) ให้สัมภาษณ์ว่า แนวโน้มราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำ บริษัทต้องมีการปรับแผนธุรกิจและการดำเนินงานใหม่ การวางแผนระยะสั้นอาจไม่เพียงพอ ต้องปรับตัวทั้งระยะกลางและยาวด้วย เพราะสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อราคาน้ำมันขณะนี้เปลี่ยนในเชิงพื้นฐาน หลังจากเริ่มปรับลดลงมาตั้งแต่ปี 2557 เนื่องจากอุปทานจากแหล่งขนาดใหญ่และปริมาณสำรองมีศักยภาพที่จะผลิตจำนวนมาก คือ แหล่งเชลออยล์ ที่สามารถพัฒนาด้านเทคนิคได้สำเร็จ

“แม้ราคาน้ำมันต่ำกว่า 40 เหรียญสหรัฐ แต่แหล่งเชลออยล์บางแหล่งยังสามารถผลิตได้อยู่กดดันให้ราคาขยับไม่ได้ ขณะที่การเจาะหลุมใหม่ๆ ขณะนี้ได้ชะลอลงหมดแล้วทำให้การผลิตจากเชล
ออยล์ทยอยลดปริมาณลง คาดว่าอุปทานกับอุปสงค์จะเข้าสู่สมดุลและมีโอกาสให้ราคาทยอยปรับเพิ่มขึ้นได้ แต่อาจต้องใช้เวลานานอย่างน้อยอีก 5 ปี ราคาถึงจะทยอยปรับขึ้นไปถึง 80 เหรียญสหรัฐ”

บนสมมติฐานแบบนี้ต้องทำแผนธุรกิจให้บริษัททั้งกลุ่มอยู่ได้ ทั้งที่ดำเนินธุรกิจต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งแผนลงทุน 5 ปี (2559-2563) ฉบับใหม่เตรียมจะเสนอต่อคณะกรรมการในปลายเดือน ธ.ค. 2558 นี้ หากธุรกิจไหนไม่คุ้มค่าลงทุนต้องตัดสินใจ เช่น ธุรกิจต้นน้ำถ่านหินในอินโดนีเซียกำลังพิจารณาว่าจะตัดขายออกไปหรือเก็บไว้ทำต่อ เพราะราคาขายถ่านหินยังทรงตัวในระดับต่ำต่อไป รวมถึงอาจทดสอบมูลค่าสินทรัพย์ใน ปตท.หากมีความจำเป็นต้องตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ อาจต้องทำยอมเจ็บครั้งเดียวเพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้

นอกจากนั้น การกำหนดเงินลงทุนตามแผนฉบับใหม่ บริษัทในกลุ่มทั้งหมดเปลี่ยนแปลงการประเมินราคาน้ำมัน จากปกติใช้ราคาพื้นฐานเป็นราคาเดียว ก็เพิ่มเป็น 3 ช่วงราคาน้ำมันในปี 2559 ที่ลงทุนแล้วคุ้มค่า กรณีราคาต่ำสุดที่ 40 เหรียญสหรัฐ กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ กรณีพื้นฐานที่ 50 เหรียญสหรัฐ อาจเพิ่มเงินลงทุนที่ลงทุนแล้วคุ้มค่า และกรณีราคาสูงสุดที่ 60 เหรียญสหรัฐ

งบลงทุนจะเกิดขึ้นจริงตามราคาน้ำมันในขณะนั้น ในปีหน้าจะรู้ว่าโครงการไหนควรลงทุนต่อหรือไม่ เบื้องต้นงบลงทุน 5 ปีฉบับใหม่ จะลดลงจากแผนลงทุนเดิม 5 ปี (2558-2562) ที่ตั้งไว้ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท ในปี 2558 ลดลงเหลือประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จากเดิมประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ส่วนการลงทุนใหญ่สุดในปีหน้าคือท่อก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 บนบก มูลค่าประมาณ 1.10 แสนล้านบาท จะใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี

 “แผน 5 ปีเหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจของกลุ่มที่ต้องลงทุนต่อเนื่องยาวพอสมควร ส่วนแผน 10 ปีมีทำไว้ใช้ภายในคือ การจัดหาแหล่งพลังงาน เพราะมีการทำสัญญายาว 10-15 ปี เป็นเชิงยุทธศาสตร์ประเมินว่าความต้องการใช้กับอุปทานที่มีต้องเตรียมแผนอย่างไร รวมถึงการหาการลงทุนธุรกิจใหม่ที่จำเป็น โมเดลธุรกิจน้ำมันที่ประสบความสำเร็จคือ สถานีบริการน้ำมัน ค้าปลีกร้านค้าต่างๆ จึงมีนโยบายที่จะขยายธุรกิจกลุ่มนี้ออกไปในอาเซียนมากขึ้น รวมถึงต่อยอดธุรกิจจำหน่ายน้ำมันเครื่องที่ PTT เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย มีแผนขยายรุกส่งออกไปตลาดภูมิภาค รวมถึงก๊าซธรรมชาติ วางท่อส่งเชื่อมต่อกับสร้างโรงแยกก๊าซเพื่อต่อยอดไปยังธุรกิจปิโตรเคมีจะหาโอกาสออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีมีแผนเพิ่มประสิทธิภาพของโรงงาน และมองหาโอกาสออกไปลงทุนในภูมิภาคด้วย”

“เทวินทร์” กล่าวอย่างมั่นใจว่า ธุรกิจที่ยังมีผลประกอบการที่ดีในปีนี้และต่อเนื่องใน 1-2 ปีข้างหน้า คือ ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่บันทึกรับกำไรจากบริษัทลูกปิโตรเคมี ส่วนธุรกิจขายปลีกน้ำมันยังพอไปได้ สำหรับธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันเติบโตดีขึ้นต่อเนื่องทั้ง กาแฟ ร้านสะดวกซื้อ เท็กซัส ชิคเก้น ที่เติบโตดีต่อเนื่อง ช่วยลดผลกระทบในช่วงราคาน้ำมันที่ลดลง และอยู่ระหว่างการศึกษาโมเดลเพื่อแยกธุรกิจกลุ่มค้าปลีกที่เติบโตดีมากออกมาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกับธุรกิจในกลุ่มอื่นๆ ซึ่งจะสรุปแผนในไตรมาสแรกปี 2559

“ยอมรับบริษัทจะทำกำไรให้กลับมาระดับ 1 แสนล้านบาท คงไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว และการลงทุนจะยึดบนราคาน้ำมันที่ 100 เหรียญสหรัฐไม่ได้อีกแล้ว กว่าจะกลับขึ้นมาถึง 80 เหรียญสหรัฐ ต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 5 ปี”

กลุ่ม ปตท.มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่และครบวงจรทำให้มีพลังขับเคลื่อนธุรกิจและมีวัฏจักรของแต่ละธุรกิจ แม้ขณะนี้กำไรจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดลง แต่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง

สายโซ่ธุรกิจของบริษัทจะมีตั้งแต่ต้นน้ำ คือสำรวจผลิตน้ำมันและถ่านหิน กลางน้ำคือธุรกิจขนส่งและท่อก๊าซธรรมชาติ โรงแยกก๊าซธรรมชาติและโรงกลั่น ถึงปลายน้ำ คือการสร้างมูลค่าเพิ่มคือ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหรือก๊าซธรรมชาติ น้ำมันสำเร็จรูปที่ขายในสถานีบริการน้ำมันสำเร็จรูปถึงผู้บริโภค ราคาน้ำมันแบบนี้มีกระทบมากที่สุดกับธุรกิจต้นน้ำที่ราคาขายลดลงทันที เพราะต้นทุนเดิมไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากการลงทุนจะไม่คุ้มค่า

กลยุทธ์ของธุรกิจต้นน้ำ คือ ต้องหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนทั้งด้านเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินการเพื่อให้ต้นผลิตต่อหน่วยลดลงจากเดิมให้ได้ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ธุรกิจกลางน้ำมีความท้าทาย คือ การซื้อวัตถุดิบมาผลิตจำหน่ายจะมีระยะเวลาที่แตกต่างกัน จะใช้บริหารความเสี่ยงโดยล็อกราคาขายล่วงหน้าของจำนวนผลิตภัณฑ์ที่จะขาย ธุรกิจปลายน้ำวัฏจักรยังไปได้ดีโดยเฉพาะโรงกลั่นที่มีค่าการกลั่น (GRM) ที่ดี ปิโตรเคมีมีแนวโน้มดี รวมถึงได้ผลดีจากราคาวัตถุดิบและเชื้อเพลิงที่ลดลงทำให้มีอัตรากำไรดีขึ้นแม้ราคาขายจะลดลงบ้างก็ตาม

“บริษัทในกลุ่ม คือ ปตท.สผ. ได้เริ่มโครงการประหยัดคือความปลอดภัยหรืออยู่รอด (SAVE to be SAFE) ตั้งแต่ช่วงปีที่แล้วที่ผมเป็นซีอีโอเพราะธุรกิจเจาะสำรวจโดนผลกระทบทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะไตรมาส 3 ปีนี้ที่ขาดทุนหนักจากการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์”

อย่างไรก็ดี ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาผลประกอบการของบริษัทโดนผลกระทบจากภาระที่ต้องเข้าช่วยรัฐบาลตรึงราคาก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี ต้องบันทึกการขาดทุนหลักหมื่นล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันจากนโยบายของรัฐบาลที่ทำนโยบายลอยตัวราคาแอลพีจีและราคาเอ็นจีเริ่มปรับราคาขึ้น โดยหวังว่ารัฐบาลจะมีนโยบายทำให้ราคาก๊าซสะท้อนต้นทุนแท้จริงช่วยลดผลกระทบในระดับหนึ่ง อีกทั้งนโยบายรัฐทำให้เกิดการแข่งขันที่เสรีเพราะธุรกิจที่บริษัททำมีคู่แข่งน้อยราย ส่วนการอุดหนุนราคาพลังงานของ ปตท.อนาคตจะทำไม่ได้และไม่มีสิทธิพิเศษทางธุรกิจเพราะรัฐบาลต้องให้ ปตท.อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า

ขณะเดียวกัน ต้องเน้นการบริหารเงินสดภายในกลุ่ม ปตท.ทุกแห่งปัจจุบันถือว่ามีสถานะการเงินเข้มแข็ง เพราะมีเงินสดสูงมากจากการสะสมมาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดย ปตท.มีหลายหมื่นล้านบาท
ปตท.สผ.มีประมาณ 1 แสนล้านบาท หากไม่เตรียมเงินสดไว้อาจไม่สามารถลงทุนในบางโครงการที่ดีได้

ดังนั้น ราคาหุ้น ปตท.ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับ 300 บาท จึงมีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในบริษัทที่มีความเข้มแข็งสามารถทนทานกับภาวะวิกฤตแม้เกิดขึ้นแรง เชื่อว่าแค่
เซเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับล้ม สามารถยืนกลับมาทำธุรกิจได้

และที่สำคัญบริษัทมีนโยบายจะช่วยบรรเทาผลกระทบให้แก่ผู้ถือหุ้นจากกำไรสุทธิที่ลดลงทางบัญชี จากรายการพิเศษชั่วคราว แต่กำไรจากการดำเนินงานยังดีต่อเนื่อง ดังนั้นนโยบายการจ่ายเงินปันผลจะพิจารณาจากกำไรจากการดำเนินงาน กระแสเงินสด ควบคู่กับกำไรสุทธิ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่