
ขายสินค้าให้ทันโลก
โดย...ลีลี่ โจว
โดย...ลีลี่ โจว
การสร้างแบรนด์ที่ทำให้คนจดจำได้จนกลายเป็นชื่อเรียกขานสินค้าประเภทนั้นๆ เป็นความสำเร็จสุดยอดเรื่องหนึ่งของการทำธุรกิจ เช่น ผงซักฟอก ที่คนจำนวนมากเรียกติดปากว่า “แฟ้บ” แต่การรักษาแบรนด์ให้ยั่งยืนตามชื่อเรียกใช่ว่าทุกธุรกิจจะทำได้ แม้แต่แฟ้บปัจจุบันก็หายไปจากตลาด จึงอยู่ที่กลยุทธ์ของผู้บริหารในการดูแลความสำเร็จของแบรนด์และสินค้าให้อยู่อย่างยั่งยืนด้วย
ณัฐพจน์ โสตถิวันวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เซฟ ที คัท โกลด์ ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องตัดไฟอัตโนมัติเซฟทีคัท เปิดเผยว่า เซฟทีคัทอยู่ในตลาดมากว่า 40 ปี ประสบความสำเร็จเป็นผู้นำกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ เมื่อผู้บริโภคต้องการซื้อเครื่องตัดไฟอัตโนมัติ ก็มักจะเรียกชื่อแบรนด์ติดปากเป็นชื่อสินค้า แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวจำนวนคนซื้อบ้านใหม่ลดลง ทำให้ยอดขายเซฟทีคัทลดลงตาม จากที่เคยขายได้เดือนละ 47-48 ล้านบาท ก็เหลือเดือนละ 18-20 ล้านบาท
เมื่อเป็นเช่นนี้บริษัทต้องปรับตัวหลักสำคัญคือ เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยน ภาวะเศรษฐกิจ สังคม การใช้ชีวิตของคนเปลี่ยน หากยังคงทำผลิตภัณฑ์เดิมวางตลาดแบบเดิม ก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ในภาวะที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว จึงต้องรู้จักออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก ความต้องการของคนในโลกที่เปลี่ยนไป เช่น บริษัทวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ อุปกรณ์ช่วยปรับปรุงค่ากำลังไฟฟ้า เอสทีซี โกลด์ อีเนอร์ เซฟเวอร์ เป็นตัวช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 10-30% ต่อเดือน เพราะตัวอุปกรณ์จะทำให้กำลังไฟฟ้าสมดุล ลดแรงดันกระชากของไฟ ยืดอายุเครื่องใช้ไฟฟ้าได้นานขึ้น
ทั้งนี้ ได้ผลิตออกมา 3 รุ่น คือ ระบบไฟ 1 เฟส (220 โวลต์) ระบบไฟ 3 เฟส (380 โวลต์) และแบบคุมเฉพาะอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ตู้แช่เย็น เครื่องปรับอากาศ หรือมอเตอร์ปั๊มน้ำ จุดเด่น คือ การจัดทำผลิตภัณฑ์เฉพาะที่เหมาะกับการใช้งานแต่ละครัวเรือนที่ไม่เหมือนกัน โดยบริษัทจะใช้กลยุทธ์ส่งตัวแทนไปวัดรูปแบบการใช้งานไฟฟ้าของแต่ละบ้าน แต่ละโรงงาน จากนั้นมาออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับรูปแบบการใช้ไฟนั้นๆ ซึ่งไม่มีผลิตภัณฑ์ปรับปรุงค่ากำลังไฟฟ้าแบรนด์อื่นทำ
นอกจากนี้ บริษัทมีจุดเด่นเรื่องบริการหลังการขาย เพราะมีทีมงานเซฟทีคัทอยู่แล้ว เดิมมี 28 สาขาทั่วประเทศ ปีหน้าจะมีครอบคลุมทุกจังหวัด ให้สาขาเดิมที่ดูแลแต่ละภูมิภาคเป็นผู้ขยายสาขาให้ครอบคลุม รองรับการดูแลผู้ใช้บริการเอสทีซี โกลด์ อีเนอร์ เซฟเวอร์ ขณะเดียวกันหากต้องการทางเลือกผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปก็มี รุ่นคุมเฉพาะอุปกรณ์ที่หาซื้อได้ตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าไปติดตั้งเอง
สำหรับปี 2559 จะเน้นขยายตลาดเอสทีซี โกลด์ อีเนอร์ เซฟเวอร์ ในไทยเป็นหลัก ควบคู่กับการเริ่มขยายในลาว และใน 3 ปี คาดว่าจะนำผลิตภัณฑ์รุกตลาดได้ครอบคลุมทุกประเทศในอาเซียนที่ใช้ระบบไฟใกล้เคียงกับไทย
แม้ที่ผ่านมาจะมีคนทำตลาดเทคโนโลยีปรับปรุงค่ากำลังไฟฟ้าหลายราย ทั้งแบรนด์จีน เกาหลี อเมริกา ก็ยังไม่มีแบรนด์ไหนประสบความสำเร็จ แต่บริษัทกล้ากระโดดเข้ามาในผลิตภัณฑ์นี้ เพราะมองว่าหากออกผลิตภัณฑ์ที่คนอื่นทำสำเร็จอยู่แล้ว ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไปแข่งกับเจ้าตลาดไม่ได้ จึงเลือกทำผลิตภัณฑ์ที่มีฐานความรู้แน่นอยู่แล้วต่อยอดได้ และยังไม่มีใครประสบความสำเร็จด้านผลิตภัณฑ์นี้ในตลาด แต่เชื่อว่าบริษัทมีศักยภาพประสบความสำเร็จ เพราะต้นทุนไม่สูง ผลิตภัณฑ์ออกมาในช่วงที่กระแสโลกกำลังต้องการเรื่องประหยัดพลังงาน
“เอสทีซี โกลด์ อีเนอร์ เซฟเวอร์ ใช้เวลาผลิตและทดลองกับครัวเรือนรวม 1 ปี จึงเปิดตัวเดือน ธ.ค. 2558 และจะเน้นทำตลาดผลิตภัณฑ์ตัวนี้เป็นหลักในปี 2559 ตั้งเป้าสัดส่วนยอดขายปี 2559 มาจากเอสทีซี โกลด์ อีเนอร์ เซฟเวอร์ 50% เซฟทีคัท 50% ทำให้รายได้รวมบริษัทเพิ่มเท่าตัวจากปีก่อนหน้า หรือกลับมามีรายได้ 47-48 ล้านบาท/เดือนเหมือนอดีต ขณะที่เดิม เซฟทีคัท มียอดขาย 95% ที่เหลือเป็นยอดขายเซฟทีไลท์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ไฟฉุกเฉิน ที่หลังจากนี้จะยกเลิกการผลิตแล้ว เพราะมีผลิตภัณฑ์ราคาย่อมเยาที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาในตลาดเป็นทางเลือกมากมาย
ณัฐพจน์ ทิ้งท้ายว่า นอกจากหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาให้ตรงกับภาวะตลาด อีกสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคือลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นตามรูปแบบการทำธุรกิจที่เปลี่ยนไป
ใครที่ปรับตัวได้เร็ว ธุรกิจก็จะยังอยู่ได้ยั่งยืนในภาวะโลกที่เปลี่ยนไป ส่วนใครที่อยู่นิ่งๆ ก็อาจต้านมรสุมทางธุรกิจต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาไม่ไหว และหายลับไปพร้อมกับมรสุมที่เข้ามาในที่สุด







