
ทองยังเป็นขาลง
นักลงทุนได้โอกาสขายทองที่ขึ้นมามากจนเกินไปในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาถึง 160 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในส่วนรัฐบาลสหรัฐ ออกมาอยู่ที่ระดับ 2.11 แสนตำแหน่ง น้อยกว่าตัวเลขเดิมในเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 2.71 แสนตำแหน่ง ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าเดือนก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งอาจสร้างอุปสรรคต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือนนี้ได้
นักลงทุนได้โอกาสขายทองที่ขึ้นมามากจนเกินไปในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาถึง 160 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในส่วนรัฐบาลสหรัฐ ออกมาอยู่ที่ระดับ 2.11 แสนตำแหน่ง น้อยกว่าตัวเลขเดิมในเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 2.71 แสนตำแหน่ง ซึ่งตัวเลขที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าเดือนก่อนหน้าแสดงให้เห็นว่าตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งอาจสร้างอุปสรรคต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือนนี้ได้
แพทริก ฮาเกอร์ ประธานเฟด สาขาฟิลลาเดเฟีย ได้กล่าวว่า ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ช้าก็เร็วจะดีกว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเลยในเดือนนี้ เพราะยังมีความเสี่ยงในเรื่องตลาดเครดิตที่ยังคงไม่แน่นอนไม่สอดคล้องต่อแผนการเงินระยะยาว ซึ่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งแรกควรให้ระดับเงินเฟ้อมีอัตราที่สูงขึ้นไปทีละเล็กละน้อยอย่างราบรื่นไปด้วยกัน
ยิ่งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือน ต.ค. มีการเปลี่ยนแปลงจากตัวเลขเดิม 2.71 แสนตำแหน่ง เป็น 2.98 แสนตำแหน่ง ซึ่งยิ่งสร้างความแตกต่างระหว่างตัวเลขเดิมในเดือน ต.ค. และเดือน พ.ย. ที่เพิ่มขึ้นมาเพียง 2.11 แสนตำแหน่ง
ส่งผลให้ราคาทองในประเทศเมื่อวันจันทร์ที่ 7 ธ.ค. ปรับตัวขึ้น 350 บาท ทำให้ราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 18,300 บาท ขายออกบาทละ 18,400 บาท ราคาทองรูปพรรณรับซื้อ 18,040.40 บาท ขายออก 18,800 บาท อ้างอิงราคาทองคำในตลาดโลกที่ 1,085 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
อย่างไรก็ตาม นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุกคาดการณ์ว่า ราคาทองที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นการดีดกลับทางเทคนิคหลังจากราคาลงไปมากจนเกินไปก่อนหน้านี้ คาดว่าจะมีการดีดกลับไม่เกิน 5 วัน และจะไม่สามารถทะลุ 1,100 เหรียญสหรัฐได้ หลังจากนั้นจะกลับมาเพราะเป็นแค่การปรับฐานราคาเท่านั้น
นพ.กฤชรัตน์ คาดว่า ราคาปีนี้จะจบที่ประมาณ 1,000 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือบาทละ 17,700 บาท ภายใต้ค่าเงินบาทที่ประมาณ 36-36.20 บาท/เหรียญสหรัฐ จากจุดอ่อนสุดของบาทที่เคยอ่อนไปที่ 36.40 บาท เมื่อเดือน พ.ย.
ทั้งนี้ เพราะคาดว่าการประชุมเฟดวันที่ 16 ธ.ค. คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยที่จะทำให้ราคาทองลดลง เพราะหากดูตัวเลขการจ้างงานที่เกิน 2 แสนตำแหน่ง และอัตราการจ้างงานที่ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่เพียง 2.01 แสนตำแหน่งเท่านั้น
นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า ราคาทองคำในช่วง 6 เดือน จะอยู่ที่ระดับ 1,050 เหรียญสหรัฐ และ 1,000 เหรียญสหรัฐในปีนี้ จากแนวโน้มเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ซิตี้แบงก์คาดว่าราคาทองคำเฉลี่ยในปีหน้าจะอยู่ที่ 995 เหรียญสหรัฐ ท่ามกลางการแข็งค่าของเหรียญสหรัฐ และการที่นักลงทุนกลับไปให้ความสนใจในตลาดหุ้นและพันธบัตร
ขณะที่ผลสำรวจจากบลูมเบิร์ก คาดว่าทองคำอาจมีโอกาสร่วงลงแตะ 900 เหรียญสหรัฐ จากการแข็งค่าต่อเนื่องของเหรียญสหรัฐ
นักวิเคราะห์จากบริษัท Kitco ระบุว่า ภาพหลักราคาทองคำยังคงอยู่ในทิศทางขาลง แม้ว่าจะในทางเทคนิคจะมีการดีดกลับ ซึ่งทองคำจะเป็นขาขึ้นได้ต้องยืนเหนือแนวต้านสำคัญ 1,100 เหรียญสหรัฐ







