
ยุทธศาสตร์ท้องถิ่นภิวัตน์ (Localization) เป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืน
จากบทความครั้งก่อน ผมได้พูดถึงการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของไทย 3 ระยะ หรือ 3C ภายใต้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่
โดย...ธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารออมสิน
จากบทความครั้งก่อน ผมได้พูดถึงการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของไทย 3 ระยะ หรือ 3C ภายใต้ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่
สัปดาห์นี้ผมจะขอกล่าวถึง Pinpoint ใหม่ซึ่งเป็นแนวคิดของทีมเศรษฐกิจของท่านรองนายก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่สอดคล้องกับการขับเคลื่อนประเทศจากระยะที่สอง (Competency) มาสู่ระยะที่สาม (Connectivity) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเน้นแนวทางการพัฒนาพื้นที่เป้าหมายที่มีศักยภาพทางการตลาดในอนาคต และจะเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืน โดยทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสนใจมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับหมู่บ้านและชุมชน รวมทั้งวิสาหกิจในท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม หรือที่เราเรียกว่า ยุทธศาสตร์ท้องถิ่นภิวัตน์ (Localization Strategy) ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศในบริบทต่อไป เพราะเกี่ยวเนื่องกับประชาชนจำนวนมากถึง 37 ล้านคน
ขณะที่บริษัทเอกชนเองต่างนำเสนอโครงการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง หากท่านลองนึกถึงภาพอีก 5-10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษตามภูมิภาคต่างๆ และมีเส้นทางคมนาคมทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ เชื่อมโยงตามหัวเมืองที่สำคัญ ระหว่างทางจะเกิดเมืองใหม่ๆ ตามสถานีรถไฟความเร็วสูง คนที่อยู่อาศัยใน กทม.บางส่วนก็ยินดีที่จะเคลื่อนย้ายออกไปอยู่นอกเมือง เพราะการเดินทางที่สะดวกในราคาที่ไม่แพงมาก และมีค่าครองชีพที่ต่ำกว่า ได้มีโอกาสอยู่ดูแลครอบครัวมากขึ้น บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มองเห็นโอกาสก็จะขยายสาขาธุรกิจออกไปตามหัวเมืองมากขึ้น ขณะเดียวกันคนในหมู่บ้านและชุมชนก็จะเข้ามาทำงานในเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ ในเมืองใหม่เหล่านั้นก็จะเกิดธุรกิจการค้าการบริการเพิ่มขึ้น ภาพการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็น Mega-trend ที่
กำลังจะเกิดขึ้นในเมืองไทยและจะเกิดขึ้นทุกครั้งหลังจากเกิดการลงทุนขนาดใหญ่ หรือที่เราเรียกว่าการพัฒนาเข้าสู่สังคมเมือง(Urbanization)
ยุทธศาสตร์ท้องถิ่นภิวัตน์จะเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในท้องถิ่นมาพัฒนาต่อยอดด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ จะเกิดการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญจะสามารถนำผลิตภัณฑ์เหล่านั้นออกสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น และตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างงานสร้างอาชีพในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม และคาดหวังว่าจะลดการพึ่งพิงภาคการเกษตรตามวิถีดั้งเดิมได้ เพราะปัจจัยแห่งความสำเร็จอยู่ที่การบริหารจัดการกันเองของคนในพื้นที่ ขณะที่ภาครัฐจะเป็นเพียงผู้ส่งเสริมสาธารณูปโภคที่จำเป็น รวมถึงการให้ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ และที่สำคัญผมเห็นว่าในอนาคตภาคการเงินก็จะขยายการให้บริการทางการเงิน ผ่านช่องทางของเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไปเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีสถาบันการเงินชุมชนต่างๆ เป็นตัวแทนของธนาคารให้บริการในผลิตภัณฑ์ที่ทางการอนุญาต และจะเป็นช่องทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ เพราะหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ขององค์กรการเงินชุมชนที่เข้มแข็ง จะนำหลักพฤติกรรมทางสังคมของผู้ขอกู้มาประกอบการพิจารณาด้วย
จากงานวิจัยฯ ของผมเองก็สรุปผลชัดเจนว่าการแก้ไขหนี้นอกระบบผ่านองค์กรการเงินชุมชน มีความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนั้นจากประสบการณ์ของธนาคารออมสิน หากต้องการให้การแก้ไขหนี้นอกระบบได้สำเร็จอย่างยั่งยืนและครบวงจรมากขึ้น ผมเห็นว่าจะต้องนำมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนมาใช้ครับ โดยเน้นความร่วมมือของภาครัฐ สถาบันการเงิน องค์กรการเงินชุมชนและภาคเอกชน ร่วมกันให้คำปรึกษาทางการเงินในระดับครัวเรือน ซึ่งมีองค์กรการเงินชุมชนเป็นศูนย์กลาง คือเราต้องกลับไปที่พื้นฐานที่มาของรายได้ ค่าใช้จ่ายและการออม ผมเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้ครับ ดังนั้นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยการอัดฉีดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านตามนโยบายของรัฐบาล จึงเป็นนโยบายที่ส่งผลดีทั้งในระยะสั้น คือสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น และส่งผลดีระยะยาวในการพัฒนาและปฏิรูประบบการเงินท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
แต่สิ่งที่ยังเป็นกังวล คือการไม่มีเจ้าภาพในการบริหารจัดการเศรษฐกิจระดับฐานรากในภาพรวม บูรณาการอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน ซึ่งผมเองก็เคยเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบ เพราะมีภารกิจจำนวนมากที่ต้องการแก้ปัญหาแบบมียุทธศาสตร์ เพราะปัญหามีความซับซ้อนเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่กับคนในชุมชนเมืองและท้องถิ่นจำนวนมาก ดังนั้นหากเพิ่มบทบาทยกระดับองค์กรการเงินชุมชนเป็นสถาบันการเงินชุมชน มีกฎหมายรองรับ เพิ่มความรู้ด้านการจัดการ การตรวจสอบบัญชี รวมถึงพัฒนาระบบ IT เชื่อมโยงข้อมูลสถาบันการเงินชุมชนเหล่านั้น ผมเชื่อแน่ว่าการเข้าถึงบริการทางการเงิน การให้ความรู้ทางการเงิน จะสามารถเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในระดับฐานรากได้เป็นอย่างดี
ในข้อเสนอเหล่านี้ ธนาคารออมสินซึ่งเป็นธนาคารเพื่อสังคม ได้มีบทบาทและภารกิจสำคัญในการส่งเสริมการออม การพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานรากมาโดยตลอด จึงได้มีนโยบายจัดตั้งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจฐานรากขึ้นมา เพื่อศึกษาและวิจัยเชิงลึกที่เกี่ยวข้องในประเด็นต่างๆ การจัดทำดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจระดับฐานราก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมภาพรวมเป็นอย่างมาก เพราะเป็น Leading Indicator ที่สามารถชี้ถึงภาวะความเป็นอยู่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนในระดับฐานรากได้ต่อเนื่องจากเดิม เราจะเห็นแต่ GDP ภาพรวมแล้วเฉลี่ยต่อประชากรทั้งประเทศ ซึ่งอาจจะสะท้อนได้บางส่วน เพราะผลผลิตส่วนใหญ่เป็นของประชาชนในระดับส่วนบนของพีระมิด ขณะประชาชนส่วนใหญ่ 70% ของประเทศยังมีความเป็นอยู่ที่ยังยากลำบากอยู่
ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจจากภายในประเทศตั้งแต่ระดับท้องถิ่น โดย Focus ไปที่ประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างมียุทธศาสตร์ จะทำให้เศรษฐกิจภาพใหญ่ของไทยขยายตัวอย่างยั่งยืนต่อไปครับ
การพัฒนาและปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยกำลังมุ่งไปสู่วิถีทางที่ถูกต้องแล้วครับ ขอให้เชื่อมั่นนะครับ







