
บริหารความเสี่ยงภัย
เราทุกคนมีโอกาสที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้เสมอๆ ซึ่งเป็น “ความเสี่ยง” ที่บางครั้งอาจทำให้ต้องสูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง หรือถึงขั้นเสียชีวิตก็ได้ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับความเสี่ยงรูปแบบต่างๆ ให้มากที่สุด
เราทุกคนมีโอกาสที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดเดาได้เสมอๆ ซึ่งเป็น “ความเสี่ยง” ที่บางครั้งอาจทำให้ต้องสูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง หรือถึงขั้นเสียชีวิตก็ได้ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับความเสี่ยงรูปแบบต่างๆ ให้มากที่สุด
ทุกวันนี้เราทุกคนต่างอยู่ท่ามกลาง “ความเสี่ยง” ซึ่งอาจทำให้เกิดกรณีการเสียชีวิต การเจ็บป่วย การบาดเจ็บพิการ การทุพพลภาพอย่างถาวร ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์อันเกิดจากภัยที่ไม่คาดคิดหรืออุบัติเหตุ เป็นต้น
ความเสี่ยงภัย หมายถึง โอกาสที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย โดยปกติแล้วเราไม่อาจคาดการณ์ “ความเสี่ยง” และเตรียมการรับมือล่วงหน้าได้
เรามักจะพูดถึงความเสี่ยงใน 2 มิติ คือ ความถี่ที่เกิด (Frequency) และความรุนแรงที่เกิด (Severity) เช่น การหกล้มมีโอกาสเกิดบ่อย (ความถี่สูง) และมีความรุนแรงตั้งแต่ขั้นฟกช้ำดำเขียว จนถึงร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตก็มี
สำหรับวิธีบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) เพื่อให้บุคคลหรือธุรกิจได้รับผลกระทบ หรือเกิดความสูญเสียน้อยที่สุดจากภัย หรืออุบัติเหตุอันตรายที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด แบ่งได้เป็น 4 วิธีการ ดังต่อไปนี้
วิธีแรก คือ การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk Avoidance) เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดในการบริหารจัดการความเสี่ยง กล่าวคือ เราเลือกที่จะหลีกเลี่ยงโดยไม่รับความเสี่ยงไว้เลย (ถ้าเสี่ยงก็ไม่ทำเลย) โดยการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์ที่จะได้รับ หากพบว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย หรือทรัพย์สินที่ต้องสูญเสียไป จึงหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญกับความเสี่ยงนั้นโดยสิ้นเชิง (ไม่รับเลย)
วิธีที่สอง คือ การควบคุมความเสี่ยง (Risk Control) โดยปกติแล้วเมื่อเราต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เรามักใช้วิธีการควบคุมความเสี่ยง หรือควบคุมความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดภัยหรืออุบัติเหตุอันตราย วิธีการควบคุมความเสี่ยงนี้มี 2 กรณี ดังนี้
กรณีแรก เป็นการป้องกันการเกิดความสูญเสีย โดยวิธีพยายามลดความถี่ของการเกิดความสูญเสีย เช่น การหาวิธีป้องกันไม่ให้ความสูญเสียเกิดขึ้น เช่น ติดตั้งเครื่องตัดระบบไฟฟ้าในตัวอาคารเมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจรป้องกันการเกิดอัคคีภัย การติดสัญญาณกันขโมยในรถยนต์ป้องกันการโจรกรรม
กรณีที่สอง เป็นการควบคุมขนาดความสูญเสีย โดยพยายามลดระดับความรุนแรงของความสูญเสีย เช่น การติดตั้งถังแดงดับเพลิง การปลูกบ้านโดยยกพื้นสูงขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายของตัวบ้านจากอุทกภัย
วิธีที่สาม คือ การรับความเสี่ยงไว้เอง (Risk Retention) โดยอาศัยการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงความเสี่ยงที่จะเกิดภัยขึ้นและพยายามจำกัดความเสี่ยงนั้นไม่ให้เกิดขึ้น หรือหากเกิดขึ้นแล้วต้องได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงนั้นน้อยที่สุด เพราะเราจะต้องรับผิดชอบในทรัพย์สิน ร่างกาย หรือชีวิตที่ได้รับความเสียหาย หรือความสูญเสียจากภัยที่เกิดขึ้นนั้นเอง
วิธีที่สี่ คือ การถ่ายโอนความเสี่ยง (Risk Transference) เป็นกรณีของความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่สามารถรับไว้ได้เอง ซึ่งควรได้รับการถ่ายโอนให้ผู้อื่น หรือผู้รับประกันภัย อย่างไรก็ตาม ผู้รับประกันภัยไม่ได้รับโอนความเสี่ยงภัยหรืออุบัติเหตุทุกประเภท ความเสี่ยงภัยที่แท้จริงเท่านั้นที่สามารถจะถ่ายโอนไปให้บริษัทประกันภัยได้
เรื่องที่สำคัญที่สุดของการบริหารจัดการความเสี่ยงในวันนี้ จึงอยู่ที่สังคมและผู้คนที่อยู่ร่วมกันมากกว่า ว่าจะร่วมด้วยช่วยกันลดความเสี่ยงต่างๆ ให้หมดไป (หรือให้เหลือน้อยที่สุด) เพื่อจะได้ไม่ต้อง “สูญเสีย” ครับผม!







