posttoday
หุ้นโรงแรม ไม่ยั่นมัลดีฟส์

หุ้นโรงแรม ไม่ยั่นมัลดีฟส์

12 พฤศจิกายน 2558

โดย...บล.ทิสโก้-บัวหลวง

โดย...บล.ทิสโก้-บัวหลวง

ผลจากการที่วันที่ 4 พ.ย. ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ประกาศภาวะฉุกเฉิน 30 วัน เพื่อรักษามาตรการความปลอดภัยภายในประเทศ เนื่องจากในวันที่ 28 ก.ย. เกิดเหตุระเบิดบนเรือของประธานาธิบดี ทำให้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ มองว่า จะมีผลกระทบต่อหุ้นบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) และบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประกาศดังกล่าวราคาหุ้นได้ลดลงเพียงวันเดียวคือวันที่ 5 พ.ย. โดย MINT ลดลง 1 บาท หรือ 3.08% มาปิดที่ 31.50 บาท จนกระทั่งล่าสุดวันที่ 11 พ.ย. อยู่ที่ 33.25 บาท CENTEL วันที่ 5 พ.ย. ลดลง 0.75 บาทหรือ 1.92% มาปิดที่ 38.25 บาท จนกระทั่งล่าสุดวันที่ 11 พ.ย. ปิดที่ 40.75 บาท

นอกจากนั้น ยังมองว่าเป็นไปได้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดนี้น่าจะเกิดขึ้นเพียงแค่ที่เมืองหลวงของมัลดีฟส์ (Male) โดยเมืองหลวงของมัลดีฟส์ไม่มีโรงแรมของทั้ง CENTEL และ MINT ซึ่ง CENTEL และ MINT มีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมในมัลดีฟส์ 19% และ 9% ตามลำดับ (โรงแรมคิดเป็น 50% ของรายได้รวมสำหรับทั้งสองบริษัท)

สมมติฐานว่า หากอัตราการเข้าพักในโรงแรมที่มัลดีฟส์ของ CENTEL และ MINT ลดลง 50% ใน 1 เดือน จากอัตราปัจจุบันที่มากกว่า 80% ทำให้กำไรของ CENTEL และ MINT อาจได้รับผลกระทบ 1-2%

ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ คาดว่าสถานการณ์จะเกิดขึ้นแค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นจึงยังคงแนะนำ “ถือ” ทั้ง CENTEL และ MINT มูลค่าที่เหมาะสม 40 บาท และ 31 บาท ตามลำดับ

ด้าน บล.บัวหลวง ได้เชิญผู้บริหารของ MINT เข้าร่วมนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) สำหรับนักลงทุนสถาบันในสิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนได้มีมุมมองเชิงบวกต่อการพลิกฟื้นของผลการดำเนินงานล่าสุดที่ผ่านมาอย่างมาก และเห็นถึงโอกาสในการปรับเพิ่มของผลประกอบการในอนาคตจากความน่าจะเป็นสูงในการเข้าซื้อกิจการ Tivoli ทั้งหมดได้สำเร็จในระยะเวลาอันใกล้นี้

บัวหลวงยังคงชื่นชอบ MINT จากแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการที่น่าตื่นเต้นมากขึ้นของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2558 และปี 2559 (คาดกำไรหลักเติบโต 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ 17% ในไตรมาส 3/2558 และเพิ่มขึ้น 55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ 126%  ในไตรมาส 4/2557) ปัจจุบันหุ้นซื้อขายกันที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ต่ำที่สุดในกลุ่มท่องเที่ยวที่ให้คำแนะนำ โดยยังคงแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 (คิดด้วยวิธีคิดลดเงินสด) ที่ 36 บาท ให้ส่วนลดจากมูลค่าเงินสด 5%

MINT ชี้ให้เห็นถึงตัวเลขจากการดำเนินงานที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนทั้งในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและอาหารในไตรมาส 3/2558 โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักในธุรกิจโรงแรมในไตรมาส 3/2558 คาดเพิ่มขึ้น 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสำหรับโรงแรมต่างจังหวัดในประเทศไทย โดยเพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสำหรับโรงแรมในกรุงเทพฯ แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหมเมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา และพลิกฟื้นจากติดลบเป็นเพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับโรงแรมในมัลดีฟส์ (เทียบกับการลดลง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในครึ่งแรกของปี 2558) และเติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนสำหรับ Oaks ในรูปของเงินสกุลออสเตรเลีย (AUD) ทั้งนี้ยอดขายต่อสาขาเดิมของธุรกิจอาหารในไทยพลิกฟื้นจากติดลบในไตรมาสก่อนกลับมาอยู่ที่เติบโต 1.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในเดือน ก.ค.-ส.ค. (เทียบกับหดตัว 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนในไตรมาส 2/2558)

การเปิดตัวร้านอาหาร Thai Express 2 แห่งในสิงคโปร์หลังปิดปรับปรุง หนุนให้อัตราการเข้าใช้บริการเติบโตขึ้น 10% จากก่อนหน้านั้น (อีก 5 สาขาที่อยู่ระหว่างปรับปรุง คาดเปิดตัวได้ไตรมาส 4/2558) นอกจากนี้ MINT ยังคาดว่าบริษัทน่าจะสามารถขายอสังหาริมทรัพย์โครงการอนันตรา ภูเก็ต ลายัน ได้ 3 หลังในไตรมาส 4/2558 ได้อีกด้วย

การเข้าซื้อ Tivoli เต็มรูปแบบหนุนโอกาสปรับประมาณการเพิ่มขึ้น MINT วางแผนที่จะเข้าซื้อโรงแรมอีก 7 แห่งที่เหลือของ Tivoli ในโปรตุเกส ภายในสิ้นปี 2558 นี้ หลังจากบริษัทได้ซื้อ 6 โรงแรมในเครือ Tivoli ไปแล้วในไตรมาส 1/2558 (2 แห่งในบราซิล และ 4 แห่งในโปรตุเกส) และโรงแรม Tivoli Oriente ในวันที่ 1 ต.ค.ที่ผานมา โดยราคาเข้าซื้อกิจการค่อนข้างถูกที่สัดส่วนมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (EV/EBITDA) ต่ำกว่า 10 เท่า

ทั้งนี้ หากการเข้าซื้อกิจการที่เหลืออีก 7 แห่งเสร็จสิ้น จะทำให้ MINT มีอำนาจในการเข้าไปดำเนินงานโรงแรมในเครือ Tivoli อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลให้มีโอกาสรับรู้รายได้ต่อปีเต็มจำนวนถึงประมาณ 85 ล้านยูโร (13% ต่อการประมาณการปี 2559) และ EBITDA ส่วนเพิ่มที่ 12 ล้านยูโร (โอกาสปรับขึ้น 4% สำหรับปี 2559) ซึ่งจะทำให้มีห้องพักเพิ่มขึ้น 900 ห้อง ส่งผลให้บริษัทมีจำนวนห้องพักรวมเพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 9% ในไตรมาส 4/2558

กลยุทธ์ในอีก 5 ปีข้างหน้าของบริษัท คือ อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ย 15-20% ต่อปี และมีอัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุนอย่างน้อย 15% โดยมีเป้าหมายอัตราการเติบโตของรายได้ขั้นต่ำ 10% แต่มีอัตรากำไรสุทธิสูงขึ้นประโยชน์ของ Operating Leverage

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่