posttoday
ปฏิรูปปัญหาความเหลื่อมล้ำข้อมูลต้องมาก่อน

ปฏิรูปปัญหาความเหลื่อมล้ำข้อมูลต้องมาก่อน

20 กรกฎาคม 2553

 

 

.....นายนคร สังขรัตน์

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา คำพูดสุดฮิตคำหนึ่งในสังคมไทยคือ “ความเหลื่อมล้ำ” สื่อมวลชนหลายสำนักต่างพยายามสื่อให้เห็นว่า “ความเหลื่อมล้ำ” เป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่วิกฤตการเมืองครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ขณะที่ภาครัฐนำเอา “ความเหลื่อมล้ำ” มาเป็นโจทย์สำคัญในการสร้างความปรองดองให้กลับคืนมายังสังคมไทยดังเดิม

จากการที่ภาครัฐต้องการทราบสถานการณ์ของปัญหาความยากจนและความเดือดร้อนเพื่อตอบสังคมให้ได้ว่า แท้จริงแล้วปัญหาคืออะไรกันแน่ จึงมอบหมายให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องตามหลักสถิติ มีคุณภาพ ครบถ้วน รวมทั้งเป็นข้อมูลที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน สำนักงานสถิติจึงได้ทำการเก็บข้อมูลรวม 100,920 คน กระจายไปในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งข้อมูลขนาดนี้ตามหลักสถิติแล้วสามารถอธิบายผลได้ในระดับจังหวัดทีเดียว

จากข้อมูลที่ได้นั้นส่วนใหญ่ค่อนข้างยืนยันกับข้อมูลอนุกรมเวลา (Time Series) ที่ภาครัฐเก็บอยู่เป็นประจำ แต่มีรายละเอียดหลายส่วนที่สร้างความประหลาดใจไม่น้อย สะท้อนให้เห็นถึงบริบทของปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากในปัจจุบัน นั่นคือ คนไทยรู้สึกว่าตนเองมีฐานะจนมีสัดส่วน 12.8% เมื่อแยกเป็นรายภาคคนอีสานคิดว่าตัวเองจนมากที่สุด 14.9% รองลงมาเป็นคนกรุงเทพฯ 14.5% แต่คนใต้คิดว่าตัวเองจนน้อยกว่าคนภาคอื่นๆ เพียง 8.2%

ข้อมูลตรงนี้น่าสนใจเพราะเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลอนุกรมเวลา (Time Series) ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และทีดีอาร์ไอวิเคราะห์ไว้ พบว่าสัดส่วนคนจนในปี 2552 มี 8.5% ขณะที่เมื่อแยกรายภาคข้อมูลที่เก็บเป็นอนุกรมเวลาก็ต่ำกว่าข้อมูลที่สอบถามด้วยความรู้สึกในทุกๆ ภาค สะท้อนว่าสถานการณ์ความเดือดร้อนในปัจจุบันเป็นสิ่งสัมพัทธ์อยู่เหมือนกัน คือคนคิดว่าตัวเองจนลงมากกว่าความจนที่แท้จริง ซึ่งอาจจะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้นก็ได้

สำหรับสาเหตุของความจน 5 อันดับแรก คือ ไม่มีทุนประกอบอาชีพ 65.9% ขาดโอกาส 45.3% เรียนมาน้อยอีก 40.2% ขณะที่เมื่อถามความเห็นเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของตนเองเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ตอบว่าอยู่ในสภาพที่แย่ลงกว่าเดิม แต่เมื่อสอบถามสภาพความเป็นอยู่ในปีปัจจุบันกับปีหน้า กลับพบว่าสภาพความเป็นอยู่จะดีขึ้น แสดงว่าคนไทยยังเชื่อมั่นว่าความเป็นอยู่จะดีขึ้นในปีหน้า

ด้านความพึงพอใจต่อสภาพความเป็นอยู่ของตนเองพบว่า ประชาชนไม่พึงพอใจเรื่องสภาพเศรษฐกิจ รายได้และหนี้สิน และสภาพสังคมมากที่สุด เมื่อถามถึงความพอใจในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ พบว่าประชาชนเห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่และครอบครัวสิทธิของตนเอง และระบบสาธารณูปโภค ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่าในยุคที่สภาพเศรษฐกิจมีปัญหา แต่สภาพครอบครัวไทยที่ยังมีความอบอุ่นยังเป็นทุนทางสังคมที่คอยดูดซับปัญหาต่างๆ ให้บรรเทาลงไปได้ในระดับหนึ่ง

ในด้านความเดือดร้อนเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ พบว่าส่วนใหญ่เห็นว่าปัญหาสุขภาพสร้างความเดือนร้อนมากที่สุด รองลงมาคือต้องรับภาระเลี้ยงดูสมาชิกครอบครัวหลายคน และขาดที่พึ่ง/ไม่มีคนดูแล ซึ่งสอดคล้องกันทุกภาคยกเว้นกรุงเทพฯ ที่มีปัญหาในเรื่องไม่มีบ้าน/ที่อยู่อาศัยของตนเอง มาเป็นอันดับสอง

ในด้านความเดือดร้อนด้านอาชีพและการทำงาน พบว่าคนในทุกภาคมีความรู้สึกเดือดร้อนในเรื่องต้นทุนการผลิตสูง ขาดแคลนเงินทุนในการประกอบอาชีพ การทำมาหากินฝืดเคือง/ไม่มีลูกค้า เหมือนกัน ยกเว้น กทม. ที่มีความรู้สึกเดือดร้อนแตกต่างในเรื่องไม่มีเส้นสายหรือพวกพ้องที่ช่วยในการทำงาน

ความเดือดร้อนเกี่ยวกับรายได้และหนี้สิน พบว่าคนในทุกภาคมีความรู้สึกเดือดร้อนในเรื่องรายได้ไม่แน่นอน/ราคาผลผลิตการเกษตรไม่แน่นอน รายได้ไม่พอกิน และขายผลผลิตการเกษตรได้ราคาต่ำ/ถูกกดราคาไม่แตกต่างกัน ยกเว้น กทม.และภาคกลาง ที่มีความรู้สึกเดือดร้อนแตกต่างเรื่องเงินที่หามาได้ส่วนใหญ่ต้องนำมาใช้หนี้ สำหรับความเดือดร้อนด้านการศึกษา พบว่าข้อมูลที่น่าแปลกใจค่อนข้างมาก เพราะคนเกือบทุกภาคไม่ได้กังวลเกี่ยวกับความพอเพียงของสถานศึกษา จำนวนครู หรือการขาดโอกาสในการเข้าถึง แต่กลับรู้สึกเดือดร้อนในเรื่องที่ต้องเรียนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อแข่งขันเรียนต่อ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา

ในด้านสภาพแวดล้อม พบว่าคนในทุกภาคมีความรู้สึกเดือดร้อนในเรื่องภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง/ฝนทิ้งช่วง และมลพิษทางอากาศ/ฝุ่นละออง/หมอกควัน ไม่แตกต่างกัน ยกเว้น กทม. ที่มีความรู้สึกเดือดร้อนแตกต่างในเรื่องขยะมูลฝอย สำหรับด้านอื่นๆ คนภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความรู้สึกเดือดร้อนในเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ในขณะที่ กทม. รู้สึกเดือดร้อนเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง ส่วนภาคใต้รู้สึกเดือดร้อนเรื่องความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ มากที่สุด

จะเห็นว่าปัญหาความเดือดร้อนมีความแตกต่างกันระหว่างภาคเมืองและภาคชนบท และยังมีข้อมูลอีกหลายส่วนที่แสดงให้เห็นถึงบริบทของปัญหาของประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไปจากผลการสำรวจดังกล่าว ซึ่งจะได้นำมาเสนอในตอนต่อไป

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่