
Startup (ตอนที่ 1)
โดย...ฉัตรพงศ์ ตันติมณีวัฒน์
โดย...ฉัตรพงศ์ ตันติมณีวัฒน์
ชั่วโมงนี้ใครต่อใครก็รู้จัก Startup แล้ว ขอขยายความให้เข้าใจกันอีกนิดว่า Startup คืออะไร เหตุใดจึงฮิตนักหนา คำตอบเดียวก็คือ “อิสระดีและเป็นตัวของตัวเอง” การที่จะมี Startup Business ต้องมีแรงบันดาลใจสูงมาก ต้องมี Business Model ที่แปลก แหวกแนว ทันสมัย แต่ก็ต้องระมัดระวังเพราะมันจะติดกับดักตัวเอง การเป็นเจ้าของกิจการที่ต้องยอมแบกรับความเสี่ยงตั้งแต่เยาว์วัย ต้องอึดและอดทนมาก มีไอเดียที่ดีและมีแผนธุรกิจน่าสนใจ Startup เป็นแรงบันดาลใจให้ประกอบอาชีพของตัวเองได้อย่างมากมาย
Startup หมายถึง บริษัทเปิดใหม่ที่เกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเกิดความคิดต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยเป็นธุรกิจที่มีไอเดียสร้างสรรค์ มีนวัตกรรมและมีแผนธุรกิจที่ดี มีต้นกำเนิดจากบริษัทในวงการไอที ซึ่งมีที่มาจาก Silicon Valley ในสหรัฐอเมริกา ที่เป็นแหล่งรวมของบริษัทด้านไอทีชั้นนำมากมาย โดยใน Silicon Valley จะมีผู้ที่สนใจเปิดบริษัทอยู่และนักลงทุน (Capital Agency) ด้วย บริษัทไอทีดังๆ ระดับโลกหลายแห่งก็ผ่านการเป็น Startup มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Google, Instagram ฯลฯ
สิ่งที่ดีและแตกต่างจากธุรกิจทั่วไปก็คือ ส่วนใหญ่ผู้ร่วมลงทุนจะไม่ใช่ธนาคารที่มีขั้นตอนการตรวจสอบแผนการกู้และขอดูหลักประกันเป็นหลัก แต่เป็นนักลงทุนเอกชนอิสระทำให้ตัดสินใจได้รวดเร็ว ถ้าธุรกิจนั้น “โดน” มีแผนการตลาดที่มีแนวโน้มว่าไปได้ดีและแผนการเงินรองรับ นักลงทุนก็พร้อมจะเดินหน้าเข้ามาชนแล้วพูดคุยกันถึงการร่วมลงทุน โดยยอมแบกรับความเสี่ยงให้ ปล่อยให้ธุรกิจเดินหน้าไปแบบไร้แรงกดดันทางการเงิน ผลคือ ความสำเร็จร่วมกันระหว่างนักลงทุนกับเจ้าของ Startup
Startup ต่างจากเอสเอ็มอี ตรงที่ Startup จะหมายถึงธุรกิจที่วางแผนมาเพื่อ “เติบโตแบบก้าวกระโดด” ซึ่งถ้าจะทำให้ธุรกิจออกมาดีเราก็ต้องมีบุคลากร มีทีมที่ดีและต้องใช้เงินทุนที่มาจากนักลงทุน (Investor) ซึ่งจะได้สิทธิในการแบ่งปันรายได้หรือเป็นหุ้นส่วนในบริษัท ประเภทของนักลงทุนหลักแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่
ANGEL INVESTOR นักลงทุนเทวดา นักลงทุนประเภทนี้จะลงทุนแบบควักเนื้อตัวเองจ่ายให้ Startup ที่ยังเพิ่งเริ่มต้น ซึ่งเห็นว่าไอเดียน่าสนใจ น่าลงทุน โดยจะให้เงินไปต่อยอดในการจ้างบุคลากร ซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อเอามาพัฒนาสินค้าของเราให้ จะเป็นผู้ที่ค่อนข้างยอมเสี่ยงในการลงทุน เพราะเค้าจะยอมควักกระเป๋าตั้งแต่ช่วงที่ Startup ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเงินลงทุนครั้งนึงระดับแสนถึงล้านบาท
VENTURE CAPITAL นักลงทุนกระเป๋าหนัก หรือ VC เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่จะไม่ค่อยเสี่ยงลงทุนในธุรกิจ Startup ที่อนาคตไม่แน่นอน ถ้าเลือกลงทุนครั้งนึงก็ทุ่มเงินให้ในระดับร้อยล้าน จึงมักจะมีมืออาชีพมาวิเคราะห์แผนโดยละเอียดและเป็นรูปธรรมเช่น Facebook ซื้อ Instagram ไป 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ผู้ลงทุนลงเงินเพียง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ
เท่ากับได้กำไรถึง 900 ล้านเหรียญสหรัฐ
(อ่านต่อฉบับหน้า)







