posttoday
Startup (ตอนที่ 1)

Startup (ตอนที่ 1)

11 พฤศจิกายน 2558

โดย...ฉัตรพงศ์ ตันติมณีวัฒน์

โดย...ฉัตรพงศ์ ตันติมณีวัฒน์

ชั่วโมงนี้ใครต่อใครก็รู้จัก Startup แล้ว ขอขยายความให้เข้าใจกันอีกนิดว่า Startup คืออะไร เหตุใดจึงฮิตนักหนา คำตอบเดียวก็คือ “อิสระดีและเป็นตัวของตัวเอง” การที่จะมี Startup Business ต้องมีแรงบันดาลใจสูงมาก ต้องมี Business Model ที่แปลก แหวกแนว ทันสมัย แต่ก็ต้องระมัดระวังเพราะมันจะติดกับดักตัวเอง การเป็นเจ้าของกิจการที่ต้องยอมแบกรับความเสี่ยงตั้งแต่เยาว์วัย ต้องอึดและอดทนมาก มีไอเดียที่ดีและมีแผนธุรกิจน่าสนใจ Startup เป็นแรงบันดาลใจให้ประกอบอาชีพของตัวเองได้อย่างมากมาย

Startup หมายถึง บริษัทเปิดใหม่ที่เกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเกิดความคิดต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยเป็นธุรกิจที่มีไอเดียสร้างสรรค์ มีนวัตกรรมและมีแผนธุรกิจที่ดี มีต้นกำเนิดจากบริษัทในวงการไอที ซึ่งมีที่มาจาก Silicon Valley ในสหรัฐอเมริกา ที่เป็นแหล่งรวมของบริษัทด้านไอทีชั้นนำมากมาย โดยใน Silicon Valley จะมีผู้ที่สนใจเปิดบริษัทอยู่และนักลงทุน (Capital Agency) ด้วย บริษัทไอทีดังๆ ระดับโลกหลายแห่งก็ผ่านการเป็น Startup มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Google, Instagram ฯลฯ

สิ่งที่ดีและแตกต่างจากธุรกิจทั่วไปก็คือ ส่วนใหญ่ผู้ร่วมลงทุนจะไม่ใช่ธนาคารที่มีขั้นตอนการตรวจสอบแผนการกู้และขอดูหลักประกันเป็นหลัก แต่เป็นนักลงทุนเอกชนอิสระทำให้ตัดสินใจได้รวดเร็ว ถ้าธุรกิจนั้น “โดน” มีแผนการตลาดที่มีแนวโน้มว่าไปได้ดีและแผนการเงินรองรับ นักลงทุนก็พร้อมจะเดินหน้าเข้ามาชนแล้วพูดคุยกันถึงการร่วมลงทุน โดยยอมแบกรับความเสี่ยงให้ ปล่อยให้ธุรกิจเดินหน้าไปแบบไร้แรงกดดันทางการเงิน ผลคือ ความสำเร็จร่วมกันระหว่างนักลงทุนกับเจ้าของ Startup

Startup ต่างจากเอสเอ็มอี ตรงที่ Startup จะหมายถึงธุรกิจที่วางแผนมาเพื่อ “เติบโตแบบก้าวกระโดด” ซึ่งถ้าจะทำให้ธุรกิจออกมาดีเราก็ต้องมีบุคลากร มีทีมที่ดีและต้องใช้เงินทุนที่มาจากนักลงทุน (Investor) ซึ่งจะได้สิทธิในการแบ่งปันรายได้หรือเป็นหุ้นส่วนในบริษัท ประเภทของนักลงทุนหลักแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่

ANGEL INVESTOR นักลงทุนเทวดา นักลงทุนประเภทนี้จะลงทุนแบบควักเนื้อตัวเองจ่ายให้ Startup ที่ยังเพิ่งเริ่มต้น ซึ่งเห็นว่าไอเดียน่าสนใจ น่าลงทุน โดยจะให้เงินไปต่อยอดในการจ้างบุคลากร ซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อเอามาพัฒนาสินค้าของเราให้ จะเป็นผู้ที่ค่อนข้างยอมเสี่ยงในการลงทุน เพราะเค้าจะยอมควักกระเป๋าตั้งแต่ช่วงที่ Startup ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเงินลงทุนครั้งนึงระดับแสนถึงล้านบาท

VENTURE CAPITAL นักลงทุนกระเป๋าหนัก หรือ VC เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่จะไม่ค่อยเสี่ยงลงทุนในธุรกิจ Startup ที่อนาคตไม่แน่นอน ถ้าเลือกลงทุนครั้งนึงก็ทุ่มเงินให้ในระดับร้อยล้าน จึงมักจะมีมืออาชีพมาวิเคราะห์แผนโดยละเอียดและเป็นรูปธรรมเช่น Facebook ซื้อ Instagram ไป 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ผู้ลงทุนลงเงินเพียง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

เท่ากับได้กำไรถึง 900 ล้านเหรียญสหรัฐ

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่