
คลังเร่งใช้บัญชีเดียว รับมือรายได้รัฐทรุด
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังเป็นครั้งแรกในปีงบประมาณ 2559
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังเป็นครั้งแรกในปีงบประมาณ 2559 ซึ่งนอกจากจะมีการติดตามงานด้านต่างๆ และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังมีการรายงานผลการจัดเก็บรายได้ของกรมภาษีอีกด้วย
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รมว.คลัง สั่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และกรมจัดเก็บรายได้ไปทบทวนประมาณการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2559 ใหม่ เนื่องจากเดือน ต.ค. 2558 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า 2,000 ล้านบาท โดยทุกกรมภาษีเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า สาเหตุจากราคาน้ำมันปรับลดลง ทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันลดลงจำนวนมาก แต่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคยังขยายตัวได้ดี
อย่างไรก็ตาม คาดว่าในเดือน ม.ค. 2559 จะเริ่มมีการใช้ระบบบัญชีเดียวพร้อมกับนำระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-เพย์เมนต์) บางส่วนมาเริ่มใช้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายใหญ่ หากทำได้และระบบสมบูรณ์จะทำให้สามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท/ปี ทำให้ความจำเป็นในการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากปัจจุบันที่ 7% ลดน้อยลง
“ต่อไปนี้การชำระสินค้าตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไปจะต้องจ่ายผ่านทางอี-เพย์เมนต์ทั้งหมด โดยการพัฒนาระบบจะแบ่งเป็น 5 ส่วน คือ 1.การใช้บัตรอะไรก็ได้ในการชำระเงิน 2.เครื่องรับชำระเงินจะต้องรับได้ทุกบัตร 3.เชื่อมโยงข้อมูลการใช้จ่ายกับสรรพากร 4.เชื่อมโยงระบบสวัสดิการในอนาคต เช่น เบี้ยคนชรา และ 5.ให้สิทธิประโยชน์ แรงจูงใจ เช่น การจับรางวัล โดยต่อไปการชำระเงินจะต้องจ่ายเป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดเหมือนประเทศสวีเดน” สมชัย กล่าว
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น แต่ รมว.คลังได้สั่งการให้ผู้บริหารคลังระวังภาวะภัยแล้งในปี 2559 ที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยให้หามาตรการดูแลเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยล่วงหน้าไว้ ซึ่ง สศค.รายงานว่า ฐานะการคลังของประเทศขณะนี้ยังดีอยู่มีเงินคงคลังสิ้นปีงบประมาณ 2558 ที่ 4 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะไม่เกิน 50% ของจีดีพี
นอกจากนี้ รมว.คลังได้ให้กระทรวงการคลังเร่งติดตามการลงทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท และโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท โดยให้กรมบัญชีกลางไปเป็นที่ปรึกษาหน่วยงานและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การเบิกจ่ายได้ทั้งหมดภายในเดือน ม.ค. 2559 รวมทั้งให้ติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทุกสัปดาห์ และให้ผู้แทนคลังที่ไปเป็นกรรมการดูแลไม่ให้หนี้เสียเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ รมว.คลังได้ตั้งคณะทำงานโดยมีปลัดกระทรวงเป็นประธาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุนและการแข่งขัน โดยจะมีการตั้งกองทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญ 6 ประเภท เช่น อุตสาหกรรมไบโอ หุ่นยนต์ โลจิสติกส์ เป็นต้น โดยกองทุนจะทำหน้าที่สำคัญ เช่น ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือให้สิทธิประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติมจากที่บีโอไอให้ไว้ โดย สศค.จะสรุปรูปแบบกองทุนได้ภายในสัปดาห์นี้







