
รับสร้างบ้านส่งสัญญาณฟื้นปี’59
ซีคอนโฮมหวังธุรกิจรับสร้างบ้านปีหน้าฟื้น หลังเมกะโปรเจกต์ชัด แต่ยังหวั่นแรงงานขาด
ซีคอนโฮมหวังธุรกิจรับสร้างบ้านปีหน้าฟื้น หลังเมกะโปรเจกต์ชัด แต่ยังหวั่นแรงงานขาด
น.ส.ศุภิชชา ชัยพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอนโฮม เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2559 คาดว่าจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หรือเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล เนื่องจากจะช่วยให้กำลังซื้อฟื้นตัวส่งผลดีต่อทุกภาคธุรกิจ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์และรับสร้างบ้านโดยเริ่มเห็นแนวโน้มการฟื้นตัวดีขึ้นใน 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงในอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการเมกะโปรเจกต์คือ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะเคยเกิดมาแล้วในสมัยก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิและรถไฟฟ้า ที่ทำให้แรงงานก่อสร้างไหลเข้าสู่ภาคเมกะโปรเจกต์มากขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการรับสร้างบ้านต้องเร่งปรับตัวเพื่อเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว
สำหรับในส่วนของบริษัทเองได้เตรียมแผนรับมือเช่นกัน ด้วยการนำวัสดุสำเร็จรูปมาใช้มากขึ้น และการกระจายงานรับเหมาแต่ละส่วนออกไปโดยไม่ใช้เพียงรายเดียวให้ทำงานทุกอย่าง และป้อนงานให้อย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
ขณะที่แผนงานในปีหน้าจะเดินหน้าขยายฐานลูกค้ากลุ่มองค์กรหรือบีทูบีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีที่ดินที่ต้องการพัฒนาโครงการเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงการจับมือกับผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อก่อสร้างบ้านบนที่ดินจัดสรร เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้รายได้จากลูกค้ากลุ่มบีทูบีเพิ่มจาก 100 ล้านบาท ในปี 2557 เป็น 300 ล้านบาท ในปีหน้า
ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทมี 4 โครงการที่อยู่ระหว่างเจรจาเพื่อเข้าไปรับสร้างบ้านให้ ประกอบด้วย โครงการบ้านหรูที่เขาใหญ่ มูลค่าหลังละ 16-25 ล้านบาท โครงการอพาร์ตเมนต์ย่านวงศ์สว่าง สูง 8 ชั้น จำนวน 200 ห้อง โครงการบ้านพักอาจารย์โรงเรียนกำเนิดวิทย์ 10 หลัง มูลค่ารวม 35 ล้านบาท ของกลุ่ม ปตท.ระยอง และโครงการบ้านหรูใจกลางเมืองในซอยศูนย์วิจัย 2 และ 4 เป็นบ้านหรู 5 ชั้น จำนวน 4 หลัง มูลค่าบ้านหลังละ 60 ล้านบาท รวมทั้ง 4 โครงการจะสร้างรายได้ประมาณ 280 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับบริษัท แนชเชอรัล ลิฟวิ่ง พร็อพเพอร์ตี้ ผู้พัฒนาที่ดินจัดสรรสำหรับบ้านหรูในโครงการมิราเคิลส์ไฟว์ เขาใหญ่ มีลูกค้าแล้ว 4 หลัง มูลค่ารวม 75 ล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าจะมี
รายได้ 1,200 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 1,500 ล้านบาท ในปีหน้า







