
ความเชื่อมั่นสะดุด มาเลย์ป่วยสุดในอาเซียน
ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาของปี 2015 นี้ คงไม่มีประเทศเพื่อนบ้านรายไหนที่จะออกอาการระส่ำระสายได้เท่ากับเสือเหลืองมาเลเซียอีกแล้ว วิกฤตการณ์ความเชื่อมั่นทางการเมืองบวกกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังทรุดหนัก ฉุดให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ KLCI ดิ่งลง 4.4% และค่าเงินริงกิตร่วงไปแล้วถึงราว 25% จากเมื่อช่วงต้นปีนี้
ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาของปี 2015 นี้ คงไม่มีประเทศเพื่อนบ้านรายไหนที่จะออกอาการระส่ำระสายได้เท่ากับเสือเหลืองมาเลเซียอีกแล้ว วิกฤตการณ์ความเชื่อมั่นทางการเมืองบวกกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังทรุดหนัก ฉุดให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ KLCI ดิ่งลง 4.4% และค่าเงินริงกิตร่วงไปแล้วถึงราว 25% จากเมื่อช่วงต้นปีนี้
ล่าสุด ปัญหายิ่งสะท้อนเข้ามาใกล้ตัวระดับประชาชนผู้บริโภคมากขึ้น เมื่อผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของนีลเส็นใน 60 ประเทศทั่วโลก ช่วงไตรมาส 3 เปิดเผยว่า มาเลเซียอยู่ในอันดับรั้งท้ายของ 14 ประเทศแถบเอเชียและแปซิฟิก โดยร่วงลงถึง 11 จุด จากเมื่อช่วงไตรมาส 2 มาอยู่ที่อันดับ 78
นับเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2005 และสวนทางกับอีก 5 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่ได้รับการสำรวจ คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่มีความมั่นใจในอันดับเกิน 100 ขึ้นไปทั้งหมด
หมายความว่า ชาวแดนเสือเหลืองกำลังออกอาการไม่มั่นใจอย่างยิ่งที่จะเปิดกระเป๋าจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ทั้งที่รัฐบาลพยายามกระตุ้นอย่างหนักแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ผลสำรวจของนีลเส็นยังพบว่า ชาวมาเลเซียมีความกังวลมากขึ้นว่าเศรษฐกิจในประเทศตนเองจะเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยความกังวลนี้เพิ่มขึ้นจากช่วงไตรมาสที่ผ่านมาถึง 16% ไปอยู่ที่ 89% หรือสูงสุดในอาเซียนเช่นกัน
หากพิจารณาจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า มาเลเซียออกอาการหนักกว่าแทบจะทุกประเทศ โดยเฉพาะการดิ่งลงอย่างหนักของค่าเงินริงกิต จนนักวิเคราะห์หลายฝ่ายต้องตั้งคำถามว่า มาเลเซียจะเป็นตัวฉุดวิกฤตเศรษฐกิจให้ลามไปทั่วภูมิภาค เหมือนเมื่อครั้งวิกฤตการณ์ค่าเงินเอเชียเมื่อปี 1997 หรือไม่
ปัญหาของมาเลเซียนั้นมีพื้นฐานหลักมาจากวิกฤตการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าหลักในกลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันปาล์ม ยางพารา และสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญต่างๆ แต่ราคาโภคภัณฑ์ที่ดิ่งลงอย่างหนักมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว จากแรงฉุดของราคาน้ำมันโลก ทำให้ภาวะเศรษฐกิจของมาเลเซียได้รับผลกระทบอย่างหนักไปด้วยคล้ายกับในอินโดนีเซีย
ทว่า มาเลเซียนั้นยังเผชิญกับแรงกระเพื่อมทางการเมืองครั้งใหญ่ร่วมด้วย จากกรณีฉาวกองทุน วัน เอ็มดีบี ที่โยงใยไปถึงผู้นำหมายเลข 1 ในรัฐบาลนายรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ว่าไซฟ่อนเงินจากกองทุนรัฐออกไปเข้าบัญชีส่วนตัว จนส่งผลให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในมาเลเซียมาแล้วเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้
แม้จะโชคดีที่ไม่มีการปะทะกันรุนแรงระหว่างฝ่ายต้านและฝ่ายหนุนรัฐบาลนาจิบ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเชื่อมั่นต่อประเทศที่สั่นคลอนลง สะท้อนผ่านค่าเงินริงกิตที่อ่อนค่ารวมตลอดทั้งปีนี้ราว 25% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐมากที่สุดใน 10 ประเทศอาเซียน และเคยลงไปแตะต่ำสุด 28% มาแล้ว พร้อมภาวะเงินทุนไหลออก ซึ่งเมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิในตลาดมาเลเซียไปถึง 1.76 หมื่นล้านริงกิต (ราว 1.44 แสนล้านบาท) ในปีนี้
ความเสี่ยงของมาเลเซียยังมีแนวโน้มต่อเนื่องอีก เมื่อบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เพิ่งออกรายงานเตือนว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อาจต้องเผชิญกับความผันผวนมากขึ้นในปีหน้า 2016 เนื่องจากทั้งสองปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะส่งผลให้ตลาดทุนปั่นป่วน เกิดภาวะทุนไหลกลับไปยังซีกโลกตะวันตก
ขณะที่อีกปัญหาสำคัญคือ การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ซบเซาลง ซึ่งนอกจากจะฉุดเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าลงมาแล้ว ยังคาดว่าจะกระทบต่อเนื่องถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่อ ในฐานะที่จีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ทั้งเพื่อการบริโภคภายในและการแปรรูปเพื่อส่งออก
อย่างไรก็ตาม หากจะถามว่าปัญหาล่าสุดจะมีโอกาสลามเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งหรือไม่นั้น อาจยังยากที่จะเกิดซ้ำรอยง่ายๆ เหมือนเดิม
ดอยช์แบงก์ มองว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความพยายามของรัฐบาลนาจิบ ที่คาดว่าจะยังคงกุมอำนาจต่อเนื่องได้จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ในปี 2018 และนาจิบจะพยายามออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจทุกวิถีทาง
แม้ว่าล่าสุด ธนาคารกลางมาเลเซียจะยังคงมาตรการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิมที่ระดับ 3.25% แต่ก็เป็นเพราะมาเลเซียไม่สามารถที่จะใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก เนื่องจากความเสี่ยงภาวะทุนไหลออกจากตลาดหุ้น ตลาดบอนด์ และสินทรัพย์อื่นๆ ในประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องเลือกใช้มาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแทน
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลกรุงกัวลาลัมเปอร์จึงได้ผ่านงบประมาณปี 2016 ในวงเงินถึง 2.67 แสนล้านริงกิต หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 7,000 ล้านริงกิต เพื่อหนุนลุยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เต็มที่
ขณะที่ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งประกาศมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 7 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ รวม 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันก็ยังเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับแรงงานในแถบพื้นที่หลักไม่รวมบนเกาะบอร์เนียวอีก 11% เป็น 238 เหรียญสหรัฐ/เดือน พร้อมการลดหย่อนภาษีและอีกหลายมาตรการ
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหวังพยุงปากท้องคนจน ในภาวะที่เศรษฐกิจยังชะลอตัวและยังไม่อาจหวังการฟื้นตัวของราคาสินค้าเกษตรได้ในปีนี้ และอาจยาวนานไปถึงปีหน้า







