
‘บุญทักษ์’ ประเมิน ปีหน้าเอ็นพีแอลพุ่งต่อ
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ประเมินแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2559 แม้ว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัวดีกว่าปีนี้ เนื่องจากตัวเลขเอ็นพีแอลจะมีผลรูปธรรมล่าช้ากว่าช่วงเศรษฐกิจชะลอประมาณ 12 เดือน โดยประเมินว่าเอ็นพีแอลสิ้นปีหน้าจะมีสัดส่วนมากกว่า 3% ของสินเชื่อรวมเทียบกับสิ้นไตรมาส 3 ปีนี้ ที่เอ็นพีแอลสถาบันการเงินทั้งระบบอยู่ที่ 2.79%
อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญของธนาคารคงไม่สูงมากเท่ากับปีนี้ แต่อาจกดดันความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ในปีหน้า ผลกำไรจะไม่เติบโตสูงๆ อย่างที่ผ่านมา แต่มั่นใจว่าไม่กระทบกับเสถียรภาพของระบบการเงินไทย เพราะปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีการตั้งสำรองเฉลี่ยเกิน 100% ของเอ็นพีแอล ขณะที่ฐานเงินกองทุนมีความเข้มแข็ง โดยเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 16% เป็นกองทุนขั้นที่ 1 ระดับ 12%
สำหรับทิศทางการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีหน้าน่าจะดีกว่าปีนี้ ตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีประเมินจีดีพีปีหน้าโต 3.5% สินเชื่อน่าจะขยายตัวได้ราว 6-7% หรือ 1.5-2 เท่าของจีดีพี โดยจีดีพีเติบโตจากแรงขับเคลื่อนของภาครัฐที่มีความชัดเจนในแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องติดตามเศรษฐกิจจีนว่าจะชะลอลงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับระบบสถาบันการเงินนับจากนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นแหล่งเงินกู้ เข้าสู่การเป็นฝ่ายสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันจะเห็นเทรนด์การเปลี่ยนแปลงใหญ่ 5 ด้าน คือ การเติบโตของประเทศเพื่อนบ้านและการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แนวโน้มการประกอบธุรกิจธนาคารที่เจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะมากขึ้น การเกิดใหม่ของธุรกิจ (สตาร์ทอัพ) และความรู้ทางการเงินของประชาชนที่มากขึ้น
ทั้งนี้ สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุด คือ การทำธุรกรรมทางการเงินที่เป็นดิจิทัลเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย 4 ปีที่ผ่านมา การใช้บริการอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งในประเทศไทย เพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 28% ของประชากร และการใช้โมบายแบงก์กิ้งเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 28% ของประชากร และมีทิศทางจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย อย่างฮ่องกงและสิงคโปร์ มีสัดส่วน 90% ของประชากร
นอกจากนี้ สมาคมธนาคารไทยมีภารกิจตามแผนแม่บท 5 ปี ที่มุ่งเน้นรับการเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินใน 5 ด้าน คือ 1.พัฒนาระบบชำระเงินเพื่อลดใช้เงินสด ซึ่งมีค่าบริหารจัดการสูงถึง 1% ของ
จีดีพี 2.การส่งเสริมให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุน หลังจากพบว่ามีการเข้าถึงเพียง 30% อีก 70% พึ่งพาเงินนอกระบบ
3.การส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ทางการเงินที่ดี 4.พัฒนาบริการของธนาคารเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งแง่การส่งเสริมนักธุรกิจไทยไปต่างประเทศและให้สถาบันการเงินไทยแข่งขันในตลาดเสรีได้ และ 5.ผลักดันการแก้ไขกฎหมายการเงินที่เป็นอุปสรรค โดยเฉพาะกฎหมายที่ต้องครอบคลุมถึงบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
ด้าน สมาคมธนาคารไทยจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ระบบ คือ ระบบจ่ายบิลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Bill Payment System) และระบบใบสั่งซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (E-Invoice System) โดยธนาคารสมาชิกลงขันงบลงทุนร่วมกัน ขณะที่ภาครัฐต้องส่งเสริมการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิต รวมทั้งแก้ไขกฎหมายการเงินให้รองรับดิจิทัลแบงก์กิ้ง
ทั้งนี้ ตามแผน 5 ปีสมาคมธนาคารไทย สิ่งที่เริ่มทำแล้ว คือ การตั้งคณะทำงานร่วมกับคลังในการพัฒนาระบบชำระเงินประเทศให้มีการรับจ่ายโอนได้ง่าย พร้อมฐานข้อมูลเงินเคลื่อนย้าย เป้าหมายคือลดการใช้เงินสดและเช็ค
สำหรับความคืบหน้าการเปลี่ยนระบบเอทีเอ็มให้เป็นชิปการ์ด ได้เลื่อนแผนเปลี่ยนระบบแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ดทั่วประเทศไปเป็นเดือน พ.ค. 2559 จากเดิมสิ้นปี 2558 เนื่องจากธนาคารต้องใช้เวลาเปลี่ยนระบบของตู้เอทีเอ็มให้รองรับบัตรในระบบชิปการ์ด และการเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มให้เป็นชิปการ์ดด้วย โดยกลางปีหน้าตู้เอทีเอ็ม 80% จะต้องรองรับชิปการ์ดได้และครบ 100% ภายในสิ้นปี 2559







