
เปลี่ยนหุ้นลงทุน
โดย...บล.ธนชาต
โดย...บล.ธนชาต
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต มีมุมมองว่าตลาดเริ่มมีบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นและ 4 ธีมการลงทุนสำหรับไตรมาส 4 ปี 2558 และไตรมาสแรกปีหน้า ดังนั้นจึงเปลี่ยนหุ้นลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน โดยเลือกบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) แทนบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) เพราะได้ประโยชน์มากที่สุดจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์และเลือกบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) แทนบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) เพราะราคาหุ้นที่ยังถูกและมีกำไรที่เติบโตกว่าแข็งแกร่งกว่า
พรรณรายณ์ ติยะพิทยารัตน์ นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต ให้ความเห็นว่า PS ได้ประโยชน์จากทุกแง่มุมจากมาตรการกระตุ้นความต้องการเพียงช่วงสั้นด้วยมาตรการมีระยะเวลา 6 เดือนหรือ 1 ปี จึงคาดว่าจะหนุนความต้องการได้ช่วงสั้น นอกจากนี้ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว มาตรการนี้จึงอาจกระตุ้นเพียงความต้องการที่แท้จริงเพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อให้เร็วขึ้น
มาตรการรอบนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อมากกว่าเพราะประหยัดได้ 1.98% ขณะที่ประหยัดค่าธรรมเนียมการโอนได้ 0.99% (ในครั้งนี้ไม่ลดภาษีธุรกิจเฉพาะ) นอกเหนือจากนี้ผู้ซื้อบ้านหลังแรกจะได้ภาษีคืนสูงสดุ 7% ของราคาบ้านขึ้นอยู่กับอัตราภาษีจ่าย
ประการแรก PS และ LPN จะได้ประโยชน์มากสุดจากหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ของ ธอส. ที่ผ่อนคลายลง เพราะ 23-25% ของลูกค้ากู้ยืมเงินจากธนาคารและกลุ่มลูกค้าของทั้งสองบริษัท คือ กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของบริษัทมีราคาตํ่ากว่า 3 ล้านบาท
ประการที่สอง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ประโยชน์มากสุดจากการปรับลดค่าธรรมเนียมการโอน คือ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดขายรอโอนจำนวนมากในปี 2558 ต่อเนื่องไปยังปี 2559 ซึ่ง 3 อันดับแรก คือ PS (2.9 หมื่นล้านบาท) บริษัท แสนสิริ (SIRI) (2.7 หมื่นล้านบาท) และบริษัท ศุภาลัย (SPALI) (2.1 หมื่นล้านบาท)
ประการที่สาม ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีสต๊อกพร้อมโอนมากกว่าได้ประโยชน์จากการ กระตุ้นความต้องการซื้อใหม่ได้ดีกว่า โดย 3 อันดับแรก คือ PS (1.9 หมื่นล้านบาท) SIRI (9,000 ล้านบาท) และบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) 7,000 ล้านบาท
ประการที่สี่ LPN, PS และ SPALI ไดประโยชน์มากที่สุดจากมาตรการลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรก
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญออกมา ซึ่งทั้งหมดเป็นมาตรการระยะสั้นด้วยคาดว่าจะส่งผลในช่วงสั้น โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มต้นด้วยการอัดฉีดเงินให้สินเชื่อ 1.36 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า และเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) วงเงิน 1 แสนล้านบาท และเพิ่มการคํ้าประกันความเสียหายในโครงการบรรษัทประกันสินเชื่อไทยวงเงิน 1 แสนล้านบาท และล่าสุดได้ออกมาตรการ 6 เดือน กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยการปรับลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าธรรมเนียมการจดจำนองลงราว 3% และมีการให้ผลประโยชน์ทางภาษีด้วย ซึ่งจะช่วยเร่งการโอนที่อยู่อาศัยและล้างโครงการคงค้าง ช่วงเวลาที่ผลกระทบเกิดขึ้น
คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.36 แสนล้านบาทแรก จะส่งผลกระทบช่วงสั้นจากปลายไตรมาส 4 ปี 2558 ถึงไตรมาสแรก ปี 2559 เนื่องจากโดยธรรมชาติของนโยบายแบบประชานิยมจะไม่ส่งผลกระทบในระยะยาว จากนั้นมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์น่าจะเร่งให้เกิดการก่อสร้างก่อนที่จะครบกำหนดในเดือน เม.ย.
สำหรับมาตรการกระตุ้น SMEs มองว่าเป็นมาตรการที่ช่วยต่อลมหายใจมากกว่าเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลทราบว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบไม่ยาวนักไม่เกินไตรมาส 2 ปี 2559 และการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จําเป็นน่าจะเริ่มเข้ามาและช่วยหนุนเศรษฐกิจในครึ่งหลังปี 2559 เป็นสาเหตุที่รัฐบาลเร่งอนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานและการประมูลธีมการลงทุนยังได้ผลดี
ธีมการลงทุนระยะ 3-6 เดือนของ บล.ธนชาต คือ
ธีมแรก โครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ธีมที่สอง ภาวะเงินเฟ้อต่ำทั่วโลก อัตราดอกเบี้ยจะต่ำยาวนานไปอีก และเงินบาทที่อ่อนค่าเป็นธีมย่อย
ธีมที่สาม มูลค่าที่ถูก
ธีมที่สี่ เงินทุนไหลกลับเข้ามาตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของ บล.ธนชาต ปรับขึ้น 8.1% หรือมากกว่าตลาดราว 13.5%







