
ผู้ว่าธปท.คนใหม่ย้ำภารกิจเน้นรักษาเสถียรภาพ
ผู้ว่า ธปท. คนใหม่ ย้ำภารกิจหลักธนาคารกลางเน้นรักษาเสถียรภาพ แต่พร้อมยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการฟื้นเศรษฐกิจ เฝ้าระวัง 3 ปัจจัยเสี่ยงการเงินโลกและไทย
ผู้ว่า ธปท. คนใหม่ ย้ำภารกิจหลักธนาคารกลางเน้นรักษาเสถียรภาพ แต่พร้อมยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการฟื้นเศรษฐกิจ เฝ้าระวัง 3 ปัจจัยเสี่ยงการเงินโลกและไทย
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงต่อสื่อมวลชนครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558 ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงภารกิจแรกที่ได้เดินทางไปประชุมเวทีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่สหรัฐอเมริกา ว่า ที่ประชุมเป็นห่วง 3 ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่รวมทั้งไทย ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจจีน สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งน้ำมันและเกษตรราคาตกต่ำ และทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐ ที่ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ไทยมีเสถียรภาพเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง โดยได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันตกต่ำ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้มีแนวโน้มเกินดุล 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6% ของจีดีพี และมีการพึ่งพิงเงินตราต่างประเทศน้อย แต่สิ่งที่กังวลคือ ผลด้านลบของราคาโภคภัณฑ์ที่มีผลทำให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ กระทบรายได้ภาคชนบทซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการบริโภคในประเทศ ผนวกกับปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง จึงทำให้แนวโน้มการบริโภคภาคประชาชนไม่สดใส
ผู้ว่า ธปท. ยืนยันว่า นโยบายการเงินมุ่งเน้นดูแลเสถียรภาพในระยะปานกลางและยาว แต่ในระยะสั้นในภาวะที่เสถียรภาพแข็งแกร่งก็สามารถดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่คงไม่ใช่เป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล โดยปีนี้ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไว้ที่ 2.7% ส่วนปี 2559 ประมาณการเติบโตไว้ที่ 3.6-3.7% โดยเติบโตจากฐานที่ต่ำ และการลงทุนภาครัฐ
ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสินเพื่อเอสเอ็มอี และมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ น่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจในปีหน้ามากกว่า ซึ่งการที่รัฐบาลใช้กลไกสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ทั้งธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นสิ่งเข้าใจได้ ว่าอาจจำเป็นต้องผ่อนคลายกฎเกณฑ์บ้าง แต่สถาบันการเงินเองจะต้องระมัดระวังและต้องเพิ่มมาตรการติดตามหนี้อย่างรัดกุมเพื่อคุมความเสี่ยงด้วย
นายวิรไท กล่าวว่า การมารับตำแหน่งใหม่มีความตั้งใจมุ่งยกระดับธนาคารแห่งประเทศไทยให้เป็นธนาคารกลางที่มีความเป็นเลิศ หรือ ระดับเวิลด์คลาส ต่อเนื่องจากแผนธนาคาร 5 ปีเดิมที่จะครบในปี 2559 ขณะนี้กำลังหารือกับผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อจัดทำแผนใหม่ระยะ 5 ปี โดยในแผนจะต้องเตรียมตัวด้านฐานข้อมูล บุคคลกร และระบบการทำงาน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยเฉพาะจีนที่จะเข้ามามีบทบาทในเอเชียและของโลก







