
กม.ยับยั้งประชานิยม ระวังดาบสองคม
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้มีการออกกฎหมายเพิ่มอำนาจในการยับยั้งและตรวจสอบโครงการของรัฐบาลที่เป็นนโยบายประชานิยม และอาจส่อเค้าว่าอาจมีการทุจริตและเกิดความเสียหายแก่ประเทศ หากออกมาเป็นกฎหมายได้จริงจะทำให้รัฐบาลในอนาคตอาจไม่สามารถมีโครงการซึ่งมีประโยชน์ต่อประชาชน แต่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้มีการออกกฎหมายเพิ่มอำนาจในการยับยั้งและตรวจสอบโครงการของรัฐบาลที่เป็นนโยบายประชานิยม และอาจส่อเค้าว่าอาจมีการทุจริตและเกิดความเสียหายแก่ประเทศ หากออกมาเป็นกฎหมายได้จริงจะทำให้รัฐบาลในอนาคตอาจไม่สามารถมีโครงการซึ่งมีประโยชน์ต่อประชาชน แต่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป
ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ประชานิยม” หรือ “Populism” ว่า เป็นนโยบายที่ใช้จ่ายงบประมาณในโครงการต่างๆ เพื่อแลกกับคะแนนเสียงเลือกตั้ง เป็นโครงการฉาบฉวย ประชาชนได้เงินแบบง่ายๆ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียทางเศรษฐกิจและผลกระทบที่จะตามมา ทำให้ประชาชนเสพติดตกเป็นทาสหรือสาวกของนักการเมือง ซึ่งนำไปสู่การคอร์รัปชั่นและการล่มสลายของเศรษฐกิจในระยะยาว
อย่างไรก็ดี โครงการที่ทำประโยชน์ให้ประชาชนไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจหรือเลวร้ายไปทั้งหมด เพราะนโยบายบริหารประเทศโดยนำประชาชนเป็นศูนย์กลาง ควรมุ่งเน้นความต้องการของประชาชนเป็นสำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือจะมาด้วยวิธีการพิเศษใดๆ ก็ล้วนต้องนำนโยบายเพื่อประชาชนมาใช้ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมามีการนำแนวคิดนโยบายประชานิยมไปปะปนกับนโยบายมอมเมาประชาชน
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ปัญหาการกระจายความรู้และความเข้าใจทางการเมือง การซื้อสิทธิขายเสียงยังอยู่ในระดับที่ต้องพัฒนาอีกมาก อีกทั้งปัญหาจำนวนประชากรเกินกว่าครึ่งอยู่ในภาคเกษตรซึ่งต้องพึ่งพาดิน ฟ้า อากาศ ต้นทุนการผลิตสูง ราคาอิงกับตลาดโลก ทำให้ราคาขายตกต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่มีฐานะยากจนเป็นหนี้เป็นสินช่วยเหลือตนเองไม่ได้
ประเด็นก็คือ ทำอย่างไรจะแยกแยะนโยบายประชานิยม กับโครงการที่มีความจำเป็นในการช่วยเหลือประชาชนทั้งกลุ่มเกษตรกรและประชาชนที่ยากจน ถึงแม้นหลายโครงการอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
ต้องยอมรับว่า หลายโครงการซึ่งมีลักษณะประชานิยมเป็นโครงการที่ดี เป็นโครงการเพิ่มคุณภาพชีวิต เช่น นโยบายโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน เงินช่วยเหลือคนชรา โดยเฉพาะการชดเชยราคาสินค้าเกษตรตกต่ำทั้งในรูปแบบจำนำหรือประกันราคา แม้แต่รัฐบาลนี้ปัจจุบันหลายนโยบายถึงแม้จะเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น แต่ก็มีความคล้ายโครงการประชานิยม เช่น การแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำหรือโครงการอัดฉีดเงินแสนกว่าล้านบาทเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและกระตุ้นอำนาจซื้อ ฯลฯ
ดังนั้น การผลักดันกฎหมายให้ ป.ป.ช.มีอำนาจยับยั้งและตรวจสอบนโยบายซึ่งสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นประชานิยม อาจเป็นดาบสองคมที่รัฐบาลในอนาคต โดยเฉพาะที่มาจากการเลือกตั้ง อาจไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ ผู้ที่เดือดร้อนก็คือประชาชนกลุ่มที่ยากไร้และต้องการความช่วยเหลือ
ผมเสนอว่า หากต้องการป้องกันไม่ให้เกิดโครงการแบบมอมเมาประชาชนหรือไม่ให้มีคอร์รัปชั่น ควรออกมาตรการหรือกฎหมายให้เข้มข้นในการเอาผิดกับนักการเมือง รวมทั้งข้าราชการ ซึ่งมีเจตนาในการออกนโยบายเพื่อจงใจให้มีการคอร์รัปชั่นทั้งต่อตนเอง ต่อพรรค หรือพวกพ้อง...
ถ้าทำอย่างนี้ให้เอาผิดเต็มที่เลยครับ







