
‘นุชนารถ รัตนสุวรรณชาติ’ ลงทุนทางเลือก...ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
“นุชนารถ รัตนสุวรรณชาติ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่เจ้าของบริษัท บางกอก เดค-คอน (BKD) ณ นาทีนี้ หากไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเธอไม่ใช่แค่ลงทุนในธุรกิจรับเหมาตกแต่งซึ่งเป็นหลัก BKD แล้ว หากภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมักจะปรากฏชื่อ “นุชนารถ รัตนสุวรรณชาติ” หลายครั้งในหุ้นเพิ่มทุนที่เสนอขายนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (PP) ซึ่งเธอจะร่วมด้วยช่วยกันซื้อกับก๊วนนักลงทุนรายใหญ่ที่ปรากฏชื่อพร้อมๆ กับเธอ คือ “สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล, วิวัฒน์ วิฑูรย์เธียร, วรพรรณ จึงทรัพย์ไพศาล” เป็นต้น ซึ่งหุ้นพีพีที่ก๊วนขาใหญ่ตลาดหุ้นเข้าไป ไม่เฉพาะหุ้นพีพีที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีหุ้นพีพีที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ รอกลับมาซื้อขาย
“นุชนารถ รัตนสุวรรณชาติ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่เจ้าของบริษัท บางกอก เดค-คอน (BKD) ณ นาทีนี้ หากไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเธอไม่ใช่แค่ลงทุนในธุรกิจรับเหมาตกแต่งซึ่งเป็นหลัก BKD แล้ว หากภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมักจะปรากฏชื่อ “นุชนารถ รัตนสุวรรณชาติ” หลายครั้งในหุ้นเพิ่มทุนที่เสนอขายนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (PP) ซึ่งเธอจะร่วมด้วยช่วยกันซื้อกับก๊วนนักลงทุนรายใหญ่ที่ปรากฏชื่อพร้อมๆ กับเธอ คือ “สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล, วิวัฒน์ วิฑูรย์เธียร, วรพรรณ จึงทรัพย์ไพศาล” เป็นต้น ซึ่งหุ้นพีพีที่ก๊วนขาใหญ่ตลาดหุ้นเข้าไป ไม่เฉพาะหุ้นพีพีที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีหุ้นพีพีที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ รอกลับมาซื้อขาย
ล่าสุดชื่อ “นุชนารถ” ปรากฏในการซื้อหุ้นพีพีของบริษัท สยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง (SGF) จำนวน 400 ล้านหุ้น มูลค่า 38 ล้านบาท ก่อนหน้าที่มีชื่อของเธอในการซื้อหุ้นพีพีของไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม (T) จำนวน 1,000 ล้านหุ้น แต่ตัวหลังนี้ต่อมาไม่ปรากฏการลงทุน และอีกหลายตัวที่เธอเข้าไปลงทุนประปรายในปริมาณที่ไม่มากนัก
การเปลี่ยนสไตล์การลงทุนของเธอมาเป็นหุ้นพีพีน่าคิด !!! จนเราต้องหาคำตอบ ????
“นุชนารถ” ในวงการรับเหมาออกแบบตกแต่ง เธอเป็นคนใจนักเลง กล้าได้-กล้าเสีย การลงทุนก็เช่นกัน เธอบอกว่า สภาพตลาดหุ้นที่ลงทุนยากจึงหันมาลงทุนในหุ้นพีพี ซึ่งบริษัทที่ระดมทุนต้องการใช้เงินลงทุนขยายธุรกิจ ประกอบกับราคาเสนอขายพีพีจูงใจในการลงทุนระยะยาว จึงหันมาลงทุนหุ้นประเภทนี้แทน เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงินกินดอกเบี้ยกับธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยต่ำติดดิน
เธอบอกว่า การลงทุนหุ้นพีพีทุกครั้งต้องรู้จักเลือก เลี่ยงความเสี่ยง ???
การเลือกของเธอ คือ เลือกธุรกิจเลือกหุ้นมีพื้นฐานดี ผลประกอบการเจ๋ง ผู้บริหารมีธรรมาภิบาล ซื่อสัตย์ ที่ขาดไม่ได้คือกลุ่มนักลงทุนพีพีที่เข้าไปลงทุนจะเป็นตัวสะท้อนตอบโจทย์ทั้งหมดและยังช่วยเป็นหูเป็นตาแทน
“ถ้าธุรกิจดี ผู้บริหารดี เราก็มีความเชื่อมั่นทั้งสองอย่างในการเข้าไปลงทุน ไม่เกี่ยงว่าหุ้นจะอยู่เซ็กเตอร์ไหน กลุ่มไหน เชื่อว่าต้องได้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดี สิ่งสำคัญการไปลงทุนหุ้นพีพีไปคนเดียวไม่ได้ ต้องไปเป็นกลุ่ม มีคนช่วยวิเคราะห์จัดทำแผนลงทุนให้”
โอกาสของการลงทุนไม่ได้ขีดจำกัดเฉพาะหุ้นพีพีที่ซื้อขายแล้ว ยังมีหุ้นพีพีที่รอกลับมาซื้อขายดังเช่นที่เธอลงทุนในหุ้น SGF เธอบอกว่าไม่ได้ยึดติด ถ้ามีโอกาสลงทุนไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือการขาย ขณะเดียวกันหากราคานอกตลาดขณะนั้นเอื้อต่อการทำกำไร พร้อมขายหุ้นเปลี่ยนมือ ไม่ต้องลงทุนยาว
เธอบอกว่า ส่วนตัวเธอนั้นมีความสนใจลงทุนหุ้นพีพีไม่นาน เริ่มสนใจตอนที่ภาวะตลาดหุ้นไม่ได้ เป็นจุดที่เธอเบนเข็มจากการซื้อหุ้นในกระดานเก็บลงทุน มาเป็นหุ้นพีพีแทน เพราะคิดว่าผลตอบแทนน่าสนใจกว่า เห็นกำไรเป็นกอบเป็นกำ คุ้มค่ากับการถือลงทุน เป็นจุดที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากให้ความสนใจลงทุนหุ้นพีพี
“นุชนารถ” กล่าวว่า โอกาสถูกหลอกจากการลงทุนมี หากไม่ตรวจสอบ ติดตามการบริหารงาน โอกาสที่เงินไม่ทำงานก็มี ถ้าผู้บริหารหรือบริษัทไม่นำเงินทุนไปลงทุนตามแผนที่ฟุ้งไว้กับนักลงทุน ซึ่งการติดตามตรวจสอบทำได้หลายวิธี อย่างแรกที่ได้จากกลุ่มผู้ลงทุนด้วยกันแล้ว ตนย่อมเป็นที่พึ่งของตน คอยสอดส่องสอบถาม ดูข้อมูลความคืบหน้าโครงการต่างๆ ที่สำคัญ งบการเงินที่แจ้งตลาดจะเป็นตัวบอกได้อย่างดี
ข้อคิดอย่างหนึ่งที่เธอต้องการจะบอกนักลงทุน คือ การที่มีใครมาชวนลงทุนหุ้นพีพีต้องตรวจสอบให้ดี ทั้งแผนธุรกิจ รายได้ ระยะเวลาที่หุ้นจะกลับมาซื้อขายหากเป็นหุ้นรีซูมเทรด ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์ โอกาสที่จะถูกหลอกก็แทบจะไม่มี
“วิธีการโกงที่เจอบ่อยๆ ก็ประเภทเฟ้อขายฝัน จะทำโน่นนี่นั่น มาหลอกขายหุ้นราคาสูงๆ 20-30 เท่าของราคาพาร์ (มูลค่าที่ตราไว้) หลอกหุ้นกำลังจะกลับมาซื้อขาย ทั้งๆ ที่ผู้บริหารรู้ว่ากลับมาซื้อขายไม่ได้ ฉะนั้นการตรวจสอบก่อนการลงทุนเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด”
ถึงแม้ว่าตอนนี้ “นุชนารถ” สนุกกับการลงทุนหุ้นพีพี แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะที่ดินเปล่า ซึ่งเธอชื่นชอบเป็นชีวิตจิตใจ และติดใจมาถึงปัจจุบัน จนไม่สามารถทิ้งการลงทุนนี้ไปได้เลย โดยการลงทุนที่ดินในพอร์ตลงทุนทั้งหมดเป็นสัดส่วนที่มากถึง 90% ขณะที่อีก 10% เป็นการลงทุนในหุ้น ซึ่งเป็นหุ้นพีพี-หุ้นที่รอกลับมาซื้อขาย หรือหุ้นก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึง 90% ของการลงทุนในหุ้นทั้งหมด
ความชำนาญในการซื้อที่ดินลงทุน เธอบอกว่า การเลือกทำเลสำคัญที่สุด เรื่องราคาเป็นรอง ต่อให้ซื้อที่ดินแพง ถ้ามีโอกาสขายได้ง่ายก็ได้ราคาที่แพงขึ้น และการรู้ล่วงหน้าแนวรถไฟฟ้า แนวถนน การได้หาที่ดินก่อนแนวรถไฟฟ้า หรือแนวถนนจะเกิดขึ้น ที่ดินที่ซื้อจะมีราคาสะดุ้งถนนขึ้นมาทันที เช่น ที่ดินที่ BKD ซื้อไว้บนถนนกรุงเทพกรีฑา 20 ไร่ อยู่ในสภาพราคาสะดุ้งถนน จาก 80 ล้านบาท สะดุ้งขึ้นมาเป็น 800 ล้านบาท
ถึงตรงนี้เราสรุปได้ว่า ไม่ว่าจะลงทุนหุ้นหรือที่ดิน ผลตอบแทนที่คุ้มค่าไม่ได้มาแค่วันเดียว !!!







