posttoday
'ฤทธี กิจพิพิธ'ทุกสินทรัพย์ที่ลงทุนควรให้ผลตอบแทน

'ฤทธี กิจพิพิธ'ทุกสินทรัพย์ที่ลงทุนควรให้ผลตอบแทน

25 กันยายน 2558

"ฤทธี กิจพิพิธ" กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสายงานบริหารและการตลาด บริษัท สแกน อินเตอร์ (SCN) ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร อายุ 32 ปี เป็นคนหนึ่งที่รู้จักการลงทุนทางอ้อมที่เกิดจากความชื่นชอบในการสะสมนาฬิกามาก่อน

"ฤทธี กิจพิพิธ" กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสายงานบริหารและการตลาด บริษัท สแกน อินเตอร์ (SCN) ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร อายุ 32 ปี เป็นคนหนึ่งที่รู้จักการลงทุนทางอ้อมที่เกิดจากความชื่นชอบในการสะสมนาฬิกามาก่อน

ช่วงเริ่มต้นแม่บอกว่าสะสมอะไรของฟุ่มเฟือย แต่สำหรับเขาเริ่มจากความชอบ จึงรู้สึกว่าสนุก เพราะได้ค้นคว้าหาข้อมูลอย่างเต็มที่ เริ่มต้นจากเรือนละ 8 หมื่น-1 แสนบาท ก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ที่ซื้อมาราคามักจะมีการปรับขึ้นตลอด พอได้ใช้หรือถือไว้สักประมาณ 5-6 ปีก็จะขายออกไป แต่ตอนนั้นเรายังวัยรุ่น เกิดจากความชอบมากกว่าที่จะเป็นเรื่องการลงทุน 

ตอนนี้ประมาณ 10% ของพอร์ต เป็นการซื้อนาฬิกาเก็บไว้เพื่อซื้อและขาย แต่จริงๆ ส่วนตัวมองว่าถ้าซื้อมาแล้วเห็นราคาเพิ่มขึ้น หรือเห็นว่ามีกำไรก็ถือว่ามีความสุขแล้ว นาฬิกาบางรุ่นที่ซื้อมาก็จะไม่มีการผลิตแล้ว เราซื้อมา 1 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าผ่านไปสักระยะหนึ่งก็ขึ้นไป 1.3 ล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ 1 เรือนจะซื้อไว้ประมาณ 2 ปี ค่อยขาย แต่การลงทุนนาฬิกาสำหรับผมมีความสุขและความชอบที่มีผสมอยู่ด้วย บางครั้งจะสะสมรถยนต์ประเภทรถคลาสสิกแบบเก่าๆ

สำหรับการลงทุนโดยทั่วไป เขาจะกันเงินสดไว้สำหรับเป็นเงินฉุกเฉินและเก็บไว้สำหรับการลงทุนประมาณ 70% ของรายได้ที่ได้รับต่อเดือน ส่วนเงินเก็บ เก็บไว้ลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ประมาณ 70% ของพอร์ตทั้งหมด แต่จะไม่ซื้อกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพราะรู้สึกว่ายังอายุน้อยเกินไป สามารถลงทุนพวกหุ้นได้อยู่ยังไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวเพื่อยามเกษียณขนาดนั้น

ตอนนี้ส่วนใหญ่หรือพอร์ตหุ้นที่มีทั้งหมดประมาณ 10 ล้านบาท จะลงทุนไปกับหุ้นที่มีพื้นฐานดี และมีแผนการเติบโตในอนาคตอย่างชัดเจน (Growth Stock) กลุ่มนี้จะเลือกเอาไว้ไม่กี่ตัว แต่ละตัวที่จะลงต้องมีความมั่นใจ หรือได้จากการคุยกับหลายคนแล้ว เขามองแนวโน้มที่เหมือนๆ กัน ว่าบริษัทมีพัฒนาการอย่างหนักแน่น ชอบในแนวคิดของผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ ส่วนใหญ่จะตั้งใจซื้อแล้วไม่ค่อยขาย เน้นถือไว้เพื่อรอดูผลเลย ถ้าจะเข้าก็ลงไปเลยเป็นหลักล้าน ถ้ามีกำไรชัดเจนเมื่อไรก็จะขายออกทันที ประกอบกับเขามีความเชื่อว่าอย่างน้อยถ้ามีการเลือกหุ้นที่มองว่าดีตามหลักทั่วไป ภายใน 10 ปี ประเทศก็ต้องมีการเจริญเติบโตอยู่แล้ว ดังนั้นควรเลือกให้ถูกกับวงจรที่กำลังจะไป

"ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ถือว่าได้เอนจอยกับดัชนีหุ้นที่กำลังไต่ขึ้นระดับ 1,600 จุดมาก สนุกแล้วก็สามารถขายทำกำไร 10-20% มาตลอด แต่พอปัจจัยไม่ได้เอื้ออำนวยเหมือนที่ผ่านมา หุ้นที่เขา หรือเพื่อนบอกมาก็ไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่ดีให้ และพบกับคำว่าขาดทุน จากนั้นก็เลยตัดสินใจลดพอร์ตหุ้นเก็งกำไรระยะสั้นจาก 5 ล้านบาท เหลือเพียง 2 ล้านบาท เอาไว้ลงทุนสนุกพอเล่นตามข่าวที่เป็นกระแสบ้างพอ ถ้ารู้ไม่ถนัดก็ควรจำกัดความเสี่ยงเอาไว้" ฤทธีเล่า 

เขาเล่าย้อนหลังว่า ที่ผ่านมามีกันเงินไว้สำหรับซื้อขายระยะสั้น แต่นั่นเป็นการเข้าไปโดยไม่เข้าใจเรื่องตลาดทุน มองว่าใครหยิบเร็วและเลือกเร็วถือว่าชนะ จะเข้าและออกภายใน 1-3 วัน ซึ่งเอาเข้าจริงเลยว่า เมื่อเราไม่ได้มีอาชีพเป็นเทรดเดอร์ชัดเจน เราไม่สามารถมีเวลาและเข้าหรือออกได้เร็วเท่ากับคนที่อยู่หรือเห็นหน้าจอเป็นประจำอยู่แล้ว

นอกจากนั้น ยังลงทุนโดยตรงในกิจการต่างๆ กับเพื่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ไหนสำหรับเขามองว่าควรให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปี ส่วนของหุ้นตั้งเป้าว่าควรต้องมีกำไรจากส่วนต่างราคามากกว่า 10%

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่