
เอกชนบี้รัฐแก้อุปสรรคการค้า
หอฯ-ส.อ.ท.รวมพลังกดดันพาณิชย์แก้อุปสรรคการค้า “สุวิทย์” ขีดเส้นเคลียร์ใน 1 สัปดาห์
หอฯ-ส.อ.ท.รวมพลังกดดันพาณิชย์แก้อุปสรรคการค้า “สุวิทย์” ขีดเส้นเคลียร์ใน 1 สัปดาห์
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือกับหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า ผู้แทนภาคเอกชน 2 องค์กรได้เสนอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งแก้ปัญหาอุปสรรคด้านการค้า การลงทุน และการส่งออก ทั้งที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์โดยตรง และที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาตต่างๆ การจัดตั้งวันสต็อปเซอร์วิส แก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคการทำธุรกิจ และปัญหาในการประสานงานกับหน่วยงานในท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และการขออนุญาตประกอบธุรกิจค้าปลีก
“ผมจะสั่งการให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ไปเร่งหารือกับเอกชน เพื่อให้ได้คำตอบในประเด็นที่เอกชนร้องขอมา โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของภาคเอกชน เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจที่ต้องการให้เกิดความรวดเร็ว” รมช.พาณิชย์ กล่าว
นายสุวิทย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะต้องการเป็นหน่วยงานแรกที่ตอบสนองต่อนโยบายการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีให้เป็นรูปธรรม เมื่อเอกชนมีปัญหาภาครัฐก็ต้องหาคำตอบและหาทางออกให้ โดยในสัปดาห์หน้าภาคเอกชนจะได้คำตอบในทุกปัญหาที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัจจุบันได้ปรับปรุงการจดตั้งนิติบุคคล การขออนุญาตต่างๆ ที่รวดเร็วขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน
น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 2555 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 4 ปีที่กรมได้เปิดให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านธนาคารพันธมิตร 6 แห่ง ประมาณ 4,000 สาขา คือ ธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ธนชาต และออมสิน ซึ่งช่วยให้นิติบุคคลมีความคล่องตัวในการทำธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดระยะเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะมีนักลงทุนหลั่งไหลเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีจำนวนผู้รับบริการขยายตัวแบบก้าวกระโดด จากเริ่มแรกที่เปิดให้บริการมีผู้มาใช้บริการ 4.07 หมื่นราย พอถึงปี 2556 เพิ่มเป็น 8.36 หมื่นราย ปี 2557 เพิ่มเป็น 1.19 แสนราย และในปี 2558 (ม.ค.-ส.ค.) มีจำนวน 9.33 หมื่นราย เฉลี่ยแล้วมีผู้มารับบริการต่อวัน 587 ราย ทำให้ในภาพรวมมีผู้มาใช้บริการแล้วทั้งสิ้น 3.37 แสนราย







