posttoday
เฟอร์นิเจอร์ปรับตัว อีซีเอฟเพิ่มรุกพลังงาน

เฟอร์นิเจอร์ปรับตัว อีซีเอฟเพิ่มรุกพลังงาน

21 กันยายน 2558

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

การแข่งขันในสมรภูมิธุรกิจทุกวันนี้ นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากใครปรับตัวช้าหรือไม่คิดจะปรับตัว จะไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในระยะยาว ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ก็เช่นเดียวกันที่เวลานี้จะเห็นได้ว่า บรรดาผู้ประกอบการต่างต้องเร่งปรับตัว หาธุรกิจอื่นๆ มาเสริมทัพ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง และหวังว่าจะเป็นตัวช่วยที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาว

อารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (อีซีเอฟ) ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา และโชว์รูมจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ภายใต้แบรนด์ เอลก้า “ELEGA” กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทพยายามหาช่องทางการลงทุนใหม่หลากหลายรูปแบบ เนื่องจากประเมินว่าการสร้างรายได้ในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่จะทำได้ต่อปีที่ประมาณ  2,000 ล้านบาท/ปีนั้น ถือว่าเต็มที่แล้ว หากต้องการจะเติบโตเพิ่มขึ้นจำเป็นต้องลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ปัจจุบันธุรกิจเฟอร์นิเจอร์นั้นยังเป็นตัวสร้างรายได้หลักอยู่  

ที่ผ่านมา บริษัทได้เดินหน้าเพื่อขยายธุรกิจใหม่ๆ โดยในเดือน ต.ค.นี้ เตรียมจะได้ข้อสรุปและเซ็นสัญญาลงทุนในธุรกิจใหม่เพิ่มเติม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของบริษัท แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

จากก่อนหน้านี้ได้พิจารณาเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลที่เดินเครื่องผลิตแล้ว ซึ่งจะรับรู้รายได้ทันที หลังจากรัฐบาลเปิดให้ยื่นขอใบอนุญาตขายไฟฟ้า ซึ่งบริษัทและ 3 บริษัทพันธมิตร ประกอบด้วย บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้, บริษัท วิชญ์ อุตสาหกรรม และบริษัท ทริปเปิ้ล พี แอดไวซอรี่ พร้อมจะยื่นประมูลขายไฟฟ้าไม่เกิน 120 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 7,200 ล้านบาท โดยหวังจะได้ใบอนุญาตขายไฟฟ้าอย่างน้อยสุด 40-50 เมกะวัตต์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้

ขณะที่การลงทุนในธุรกิจโซลาร์รูฟนั้นอยู่ระหว่างรอรัฐบาลประกาศเช่นกัน จากปัจจุบันบริษัทมีความพร้อมลงทุนทันทีขนาด 10 เมกะวัตต์ จากที่ได้เซ็นสัญญาร่วมกับบริษัท กันกุล เอ็นจิเนียริ่ง ที่จะลงทุนจำนวน 30 เมกะวัตต์ ซึ่งในเดือน ธ.ค.นี้บริษัทจะรับรู้รายได้จากโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่น ขนาด 1.5 เมกะวัตต์ และมีแผนจะลงทุนเพิ่ม โดยอยู่ระหว่างหาโครงการที่เหมาะสม รวมไปถึงการเจรจากับพันธมิตรค้าปลีกรายใหญ่อันดับ 3 ของญี่ปุ่นนั้นยังเจรจาอยู่ที่จะมีความชัดเจนในปลายปีนี้

อารักษ์ กล่าวว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างพิจารณาลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตเฟอร์นิเจอร์ในปี 2559 ว่าจะลงทุนในประเทศไทยหรือเวียดนาม เนื่องจากค่าแรงที่เวียดนามนั้นถูกกว่าไทย แต่มีปัญหาแรงงานหยุดประท้วงบ่อย หากลงทุนไทยจะใช้เงินลงทุนก่อสร้างโรงงานและเครื่องจักรประมาณ 120 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีที่ดินแล้ว โดยกำลังผลิตที่เพิ่มจะทำให้บริษัทมีรายได้อีก 15 ล้านบาท/ปี ซึ่งคาดว่าจะสรุปเรื่องดังกล่าวภายในสิ้นปีนี้ ปัจจุบันบริษัทมีการใช้กำลังผลิต 80% ของกำลังผลิตรวม

บริษัทคาดว่า รายได้ปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายที่ 1,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อนที่มีรายได้ 1,235 ล้านบาท เนื่องรายได้ในครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรกจากเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่นดีขึ้นและสามารถขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนได้มากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ทำให้ส่งออกได้เพิ่มขึ้น และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนลดลงตามราคาวัสดุ รวมถึงบริษัทได้ลูกค้าใหม่ที่ญี่ปุ่นอีก 1 ราย ซึ่งจะสั่งสินค้าจากบริษัทในปีนี้ประมาณ 12-15 ล้านบาท และอยู่ระหว่างเจรจาลูกค้าญี่ปุ่นอีก 1 ราย และลูกค้าที่อเมริกามียอดซื้อที่เพิ่มขึ้น

“เงินบาทที่อ่อนค่าลง ไม่ใช่ประเทศไทยที่อ่อนค่าอยู่เพียงประเทศเดียว อย่างญี่ปุุ่นก็อ่อนค่าด้วย แต่อย่างไรเขาก็ต้องสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าประเทศ เพราะไม่สามารถที่จะกลับไปเป็นผู้ผลิตได้ ก็เป็นผลดีกับผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไทย” อารักษ์ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ตลาดส่งออกเฟอร์นิเจอร์รวมปีนี้คาดว่าจะติดลบ 5% จากมูลค่าตลาด 3.5-4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ตลาดรวมติดลบไปแล้ว 10% ถือเป็นครั้งแรกที่ตลาดส่งออกเฟอร์นิเจอร์ติดลบมากที่สุดในรอบกว่า 10 ปี ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่นั้นมาจากเศรษฐกิจโดยรวมทั่วโลกนั้นชะลอตัว สำหรับตลาดส่งออกหลักเฟอร์นิเจอร์ของไทยในปีนี้เป็นประเทศสหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศกำลังฟื้นตัว จากปีก่อนที่ตลาดส่งออกหลักเป็นประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะสลับกันอยู่สองประเทศนี้ 

ขณะที่ตลาดเฟอร์นิเจอร์ในประเทศนั้นไม่ได้มีการจัดเก็บตัวเลขอย่างชัดเจน แต่จากการสอบถามผู้ประกอบการรายใหญ่จะอยู่ที่ 3.5-4 หมื่นล้านบาท/ปี มีสัดส่วนเท่ากันกับเฟอร์นิเจอร์ส่งออก  

อารักษ์ กล่าวว่า บริษัทได้มีการปรับตัวให้ทันสถานการณ์ คือจัดโปรโมชั่นและแคมเปญให้เหมาะสมกับตลาด ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยที่ 5-10% เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายในตลาดต่างใช้กลยุทธ์นี้ในการสร้างยอดขาย จะเห็นได้ว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ กิจกรรมการตลาดมีส่วนทำให้ยอดขายเติบโตขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายไม่ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวยอดขายนั้นกลับซบเซาลง นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน (เออีซี) ซึ่งบริษัทจะทำตลาดผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด ที่ผ่านมาบริษัทได้รับออร์เดอร์จากลูกค้าในประเทศมาเลเซีย และส่งสินค้าออกไปแล้วเมื่อช่วงเดือน พ.ย.-มิ.ย.ที่ผ่านมา จากก่อนหน้านี้บริษัทได้เข้าไปขยายตลาดในประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์มาแล้ว ส่วนที่สหรัฐขณะนี้มีความคืบหน้าถึงขึ้นตอนการส่งมอบตัวอย่างสินค้า

สำหรับประมาณการเติบโตด้านรายได้ปี 2559 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 12% จากปี 2558 จากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งมีแผนเปิดโชว์รูมเอลก้าอีก 5 สาขา ใช้เงินลงทุนสาขาละ 2 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มี 15 สาขา และเปิดโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ลิขสิทธิ์ ดิสนีย์ ชื่อ ฟินนา เฮ้าส์ อีก 5 สาขา ใช้เงินลงทุนสาขาละ 1.5-2 ล้านบาท จากสิ้นปีนี้มี 2 สาขา และหวังรายได้ปีหน้าจากฟินนา เฮ้าส์ อีกไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท นอกจากนี้จะรับรู้รายได้จากธุรกิจพลังงานและธุรกิจใหม่อีกด้วย 

นี่คือกลยุทธ์แตกเพื่อโตของอีซีเอฟ ที่ไม่ได้จำกัดรูปแบบธุรกิจในการเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อย่างเดียวอีกต่อไป

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่