
BDMS-CHGกางแผนเร่งโต
รพ.กรุงเทพ5ปีบุกเอเชียแปซิฟิก จุฬารัตน์ซุ่มเจรจาซื้อกิจการ
รพ.กรุงเทพ5ปีบุกเอเชียแปซิฟิก จุฬารัตน์ซุ่มเจรจาซื้อกิจการ
BDMS-CHG เจาะลูกค้าต่างชาติ มาร์จิ้นดี เดินหน้าลงทุนเพิ่มจำนวนเตียง
นายชาตรี ดวงเนตร กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ-การแพทย์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) เปิดเผยว่า ภายในปี 2559 บริษัทจะมีโรงพยายาลในเครือข่ายครบ 50 แห่ง จากปัจจุบันมีจำนวน 42 แห่ง โดยบริษัทตั้งงบลงทุนประมาณ 12% ของรายได้ต่อปีเพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการทั่วประเทศ และเป็นกลยุทธ์เพื่อปกป้องและรักษาธุรกิจในประเทศ
ทั้งนี้ ตามแผนการลงทุนโรงพยาบาลใหม่จะมุ่งไปต่างจังหวัด โรงพยาบาลเปาโล รังสิต และโรงพยาบาลจอมเทียน จ.ชลบุรี จะก่อสร้างเสร็จในสิ้นปีนี้พร้อมเปิดให้บริการในปลายปี 2559 และ
จะทยอยสร้างอีก 3 แห่ง ปัจจุบันได้ซื้อที่ดินไว้แล้ว ได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี เชียงราย และกระบี่
“ต่างจังหวัดที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีกำลังซื้อชะลอตัว แต่ไม่มีผลต่อโรงพยาบาลใหม่ให้มีระยะเวลาถึงจุดคุ้มทุนนานขึ้น สะท้อนจากโรงพยาบาลสมิติเวช จ.ชลบุรี ใช้เวลา 1 เดือนในการทำกำไรก่อนภาษี ค่าเสื่อม และดอกเบี้ยจ่าย(อีบิตดา) ให้เป็นบวกได้ ตามแผนธุรกิจที่จะทำให้อีบิตดาเป็นบวกใน 2 ปี มีผลตอบแทนกลับมาภายในปีที่ 7 และสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุน (ไออาร์อาร์) ในระดับ 15% ขึ้นไป” นายชาตรี กล่าว
สำหรับแผนธุรกิจใน 5 ปี (2559-2563) จะขยายเครือข่ายโรงพยาบาลออกไปในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก ซึ่งขณะนี้มองหาโอกาสธุรกิจทั้งในจีนและออสเตรเลีย คาดว่าจะเริ่มเห็นการลงทุนในปี 2561 รวมถึงยังศึกษาโอกาสการลงทุนในทุกๆ ประเทศในอาเซียนเพิ่มจากปัจจุบันที่มีเพียงในกัมพูชา เน้นการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการเป็นหลัก ส่วนที่เมียนมายังรอความชัดเจนของกฎหมาย รวมถึงอินโดนีเซียที่มีความน่าสนใจสูงเพราะมีจำนวนประชากรสูงถึง 200 ล้านคน
นายชาตรี กล่าวว่า เงินลงทุนจะมาจากหลายแหล่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของโอกาส ทั้งการใช้เงินสด เพิ่มทุนเพื่อการแลกหุ้น (แชร์สวอป) และการกู้เงิน ซึ่งมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) เพียง 0.6 เท่าจากนโยบายที่ไม่เกิน 1 เท่า
“ตามแผน 5 ปีบริษัทจะมีรายได้นอกธุรกิจโรงพยาบาลเป็น 5-10% จากปัจจุบันที่ประมาณ 3% ซึ่งบริหารง่ายและมีอัตรากำไรสุทธิสูง 18% เทียบกับธุรกิจโรงพยาบาลเฉลี่ย 12% อาทิ ร้านจำหน่ายยา และประกันสุขภาพ นอกจากนั้น ยังตั้งเป้ารายได้ลูกค้าต่างชาติเพิ่มเป็น 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 30% ได้อานิสงส์จากการเปิดเออีซี รวมถึงราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลบวกให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันหันมารักษาในไทยมากขึ้นจากเดิมที่เคยรักษาในยุโรป” นายชาตรี กล่าว
แนวโน้มกำไรสุทธิในปีนี้คาดจะเติบโตประมาณ 12-13% และในปี 2559 จะเติบโตในอัตราเดียวกันจากการที่มีโรงพยาบาลใหม่เพิ่มขึ้น ส่วนในปลายปี 2560 ต้นปี 2561 โรงพยาบาลที่ทยอยลงทุนสร้างกำไรเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญส่งผลให้จะมีการเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด
ด้าน นายกำพล พลัสสินทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการในโรงพยาบาลที่มีระดับที่ใกล้เคียงกับบริษัท แต่จะยังไม่ได้เห็นความชัดเจนในปีนี้ บริษัทมีความพร้อมด้านเงินทุน ปัจจุบันมีเงินสด 600 ล้านบาท และมีดี/อีเพียง 0.17 เท่า สามารถกู้ยืมจากสถาบันทางการเงินได้อีก
สำหรับกำไรสุทธิปี 2558 จะเติบโต 15% จากปีก่อนเติบโตตามรายได้ที่จะขยายตัวประมาณ 18-20% เนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนเตียงโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 จำนวนเตียงเพิ่มเป็น 200 เตียง จากเดิมมีอยู่ราว 120-133 เตียง โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 จะเพิ่มเป็น 40 เตียง จากเดิม 100 เตียง รวมถึงโรงพยาบาลจุฬารัตน์ 11 ที่จะเพิ่มเป็น 50 เตียง จากเดิมมี 100 เตียง
“ปีนี้รายได้จากกลุ่มลูกค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอาหรับ กัมพูชา จากปีก่อนที่ยังไม่มีรายได้จากกลุ่มลูกค้าดังกล่าว เนื่องจากเป็นไปตามการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม และราคารักษาพยาบาลที่ไม่แพงเกินไป” นายกำพล กล่าว







