
นับถอยหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย จับตาบาทอ่อนค่าแรงช่วงสั้น
โดย...พรวลี พิลาวรรณ
โดย...พรวลี พิลาวรรณ
ในสัปดาห์นี้คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.90-36.40 ปัจจัยที่อาจทำให้ค่าเงินบาทผันผวน ปัจจัยแรกคือ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) ทางกสิกร คาดว่า กนง.จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิม 1.5% ในการประชุมครั้งนี้ที่ผ่านมาค่าเงินบาทอ่อนค่าไปแล้วกว่า 9% จากระดับ 32.25-32.50 หลังจาก กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยไปสองครั้งติดต่อกัน ประกอบกับมีมาตรการผ่อนคลายเงินทุนไหลออกมาถึงสองครั้ง ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าถือเป็นสิ่งที่ช่วยหนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยอีกช่องทางหนึ่ง
นอกเหนือจากการลดอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ เรามองว่าระดับอัตราดอกเบี้ย ณ ระดับปัจจุบันถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมากแล้ว หลังจากที่เคยเห็นระดับต่ำที่สุด 1.25% ในช่วงปี 2552-2553 ทำให้ผลดีต่อเศรษฐกิจจากการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมเป็นไปอย่างจำกัด สอดคล้องความเห็น ธปท.ที่ว่าประสิทธิภาพของอัตราดอกเบี้ยในการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มลดลง
ปัจจัยที่สองคือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเราคาดว่าเฟดจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี จำนวน 25bps มาอยู่ที่ 0.25-0.5% (จาก 0.00-0.25%) การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากประธานเฟด เจเน็ต เยลเลน จะสามารถสื่อความกับตลาดได้อย่างชัดเจนผ่านแถลงการณ์หลังการประชุม รวมถึงผ่านการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจรอบใหม่ด้วย ที่ผ่านมาเราเห็นพัฒนาการที่ดีของเศรษฐกิจสหรัฐมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น หากเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริงๆ เราคาดว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าอย่างรวดเร็วในช่วงสั้น และหากเฟดส่งสัญญาณว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเป็นไปอย่างช้าๆ เราน่าจะเห็นค่าเงินบาทกลับมาชะลอการอ่อนค่าลง แต่หากเฟดไม่ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามคาด ค่าเงินบาทก็จะมีโอกาสอ่อนค่าไปเรื่อยๆ หลังจากนี้เพื่อรอรับโอกาสในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไป ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค.
สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 36.19 และเคลื่อนไหวแข็งค่าสลับกับอ่อนค่าตามความผันผวนของตลาดการเงินโลก ช่วงต้นสัปดาห์ไปแตะระดับที่อ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 6 ปี ที่ 36.13 หลังการรายงานตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนปรับลดลงมากที่สุด 9.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ส.ค. จากที่เคยอยู่สูงสุดในช่วงกลางปี 2557 ที่ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และปรับลงอย่างต่อเนื่องตามกระแสเงินทุนไหลออก ทำให้ธนาคารกลางจีนแทรกแซงค่าเงินหยวนเป็นจำนวนมาก เพื่อไม่ให้ปรับอ่อนค่าจนเกินไป กดดันจิตวิทยานักลงทุนและสกุลเงินเอเชียโดยรวมให้อ่อนค่า
ทั้งนี้ หลังตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวดีขึ้นช่วงกลางสัปดาห์จากตัวเลขจีดีพีของยูโรโซนและตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐ ทำให้ภาวะกลัวความเสี่ยงของนักลงทุนปรับลดลง หนุนค่าเงินบาทและสกุลเอเชียปรับแข็งค่าได้ช่วงสั้นๆ ก่อนจะอ่อนค่าช่วงท้ายสัปดาห์จากความกังวลว่าความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น หลังจีนมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าผู้ผลิตปรับลดลง 5.9% ในเดือน ส.ค. และเป็นการลดลงเดือนที่ 42 ติดต่อกัน ประกอบกับธนาคารกลางนิวซีแลนด์ออกมาลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปีอีก 25bps มาอยู่ที่ 2.75% ทำให้ช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินบาทชะลอการอ่อนค่าลง โดยตลาดค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทาง เพื่อเตรียมพร้อมกับการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในสัปดาห์นี้
ค่าเงินเยน เปิดตลาดที่ระดับ 118.65 ก่อนจะอ่อนค่าลงเนื่องจากจิตวิทยานักลงทุนกลับมาปรับตัวดีขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า ทำให้เห็นราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้น ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น 7.7% ซึ่งเป็นการปรับมากที่สุดในรอบ 7 ปี ขณะที่ตะกร้าสกุลเงินเอเชียในฐานะที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงปรับแข็งค่าขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้ค่าเงินเยนปรับอ่อนค่าลงมาที่ระดับเหนือ 121.00 ได้ อย่างไรก็ดี เข้าสู่ช่วงท้ายสัปดาห์ความกังวลต่อโมเมนตัมการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าปิดที่ระดับ 120.60
ค่าเงินยูโร เปิดตลาดที่ระดับ 1.1157 และทยอยปรับแข็งค่าขึ้นตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ตลาดสหรัฐปิดทำการเมื่อวันจันทร์ และยังได้รับแรงหนุนจากการรายงานจีดีพีในไตรมาส 2/2558 ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.4% จากไตรมาสก่อนหน้าและจาก 0.3% ที่รายงานครั้งแรก ขณะที่ตัวเลขการค้าของเยอรมนียังอยู่ในแนวโน้มที่ดี แม้ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะกลับมาแข็งค่าได้บ้าง ตามตัวเลขตำแหน่งงานที่เปิดใหม่ของสหรัฐ ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 ปี แต่ค่าเงินยูโรยังยืนแข็งค่าอย่างจำกัด เนื่องจากการรายงานตัวเลขสหรัฐ โดยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐ มีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐแข็งแกร่งเพียงพอที่เฟดน่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึงนี้ แต่ดัชนีราคาสินค้านำเข้าที่ปรับตัวลดลงและบ่งชี้ว่าไม่มีสัญญาณอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงพัฒนาการที่เปราะบางจากเศรษฐกิจนอกสหรัฐอาจทำให้เฟดชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อน ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวที่ระดับ 1.1267 ก่อนจบสัปดาห์
สำหรับภาพการลงทุนในตลาดพันธบัตรสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติยังขายตราสารหนี้ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) อย่างต่อเนื่อง จากความกลัวความเสี่ยงต่อเครดิตที่ถดถอยของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศบราซิลถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงต่ำกว่า Investment Grade ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับเงินสกุลเหรียญสหรัฐและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ปรับสูงขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ยังต้องจับตาดูการประชุม FOMC ในสัปดาห์นี้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างที่ตลาดคาดการณ์หรือไม่ ส่วนการประชุม กนง. ที่จะมีขึ้นในวันเดียวกันไม่น่าจะทำให้อัตราผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ ธปท. มีการส่งสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับที่เหมาะสม และคาดว่าจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก







