
'ภาษี'หนักฉุดเอสเอ็มอีจี20
โออีซีดีชี้เอสเอ็มอีจ่ายภาษีสัดส่วนมากกว่ารายใหญ่วอนรัฐแก้ปัญหา
โออีซีดีชี้เอสเอ็มอีจ่ายภาษีสัดส่วนมากกว่ารายใหญ่วอนรัฐแก้ปัญหา
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เปิดเผยรายงานระบุว่า รัฐบาลจากทั่วโลกควรมีมาตรการการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลที่ไม่ส่งผลด้านลบต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) หลังสัดส่วนภาษีที่ต้องจ่ายของเอสเอ็มอีในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) สูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่
รายงานดังกล่าว โออีซีดีศึกษาผลกระทบของระบบการจัดเก็บภาษีต่อธุรกิจรายย่อยในกลุ่มประเทศ จี20 ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยประเทศที่เป็นสมาชิก เช่น ออสเตรเลีย จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เยอรมนี เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าว ระบุว่า แม้การจัดเก็บภาษีเอสเอ็มอีจะเป็นอุปสรรคขวางการเติบโตของกิจการและการสร้างงาน อย่างไรก็ตาม โออีซีดี พบว่า การจัดเก็บภาษีที่ดีจะช่วยเอสเอ็มอีก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไปได้ เช่น การเข้าถึงสินทรัพย์ได้ง่ายขึ้น โดยเยอรมนีมีการลดหย่อนภาษีสำหรับสินทรัพย์ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 3.8 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.37 ล้านบาท)
ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นเองก็มีการลดหย่อนภาษีทันทีในสินทรัพย์ที่มูลค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3,500 เหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่มีการลดหย่อนภาษีให้กับธุรกิจรายย่อยทันทีที่ซื้อสินทรัพย์มูลค่า 1,000-2 หมื่นเหรียญสหรัฐ
สจ๊อต ดัลล์ ผู้ให้บริการด้านการจัดเก็บภาษีของพิชเชอร์ พาร์ทเนอร์ บริษัทให้คำปรึกษาธุรกิจครบวงจร ในซิดนีย์ ออสเตรเลีย กล่าวว่า ในปัจจุบันการชำระภาษีนับเป็นเรื่องปวดหัวสำหรับเจ้าของธุรกิจรายย่อย เนื่องจากในปัจจุบันมีภาษีมากชนิดที่ยากจะทำความเข้าใจ เช่น ภาษีจากรายได้ ภาษีสินค้าและบริการ (จีเอสที) ภาษีสรรพสามิต ภาษีเงินเดือน ภาษีจากการขาย เป็นต้น
“ระบบภาษีมีความซับซ้อนและผมก็คิดว่าตัวแปรสำคัญสำหรับการปฏิรูปภาษี คือการทำให้ระบบภาษีง่ายขึ้น” ดัลล์ กล่าว และระบุว่า โดยเฉพาะเอสเอ็มอีออสเตรเลียที่ต้องเผชิญกับความแตกต่างทางกฎหมายระหว่างการจัดเก็บภาษีสำหรับผู้มีรายได้ต่างกันอีกด้วย
ด้าน โจ ฮอกกี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังออสเตรเลีย ได้ให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีให้เอื้อต่อธุรกิจรายย่อยให้มากขึ้นอีก โดยงบประมาณสำหรับปี 2015 รัฐบาลได้ขยายวงเงินสินทรัพย์ที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีทันทีเป็น 1,000-2 หมื่นเหรียญสหรัฐดังกล่าว







