
ชิงที่นั่ง
โดย...สมหทัย โมสิกะ
โดย...สมหทัย โมสิกะ
อีกเพียงเดือนกว่าๆ เมียนมาจะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ ซึ่งรอบนี้จะมีผู้หญิงสมัครลงรับเลือกตั้งมากกว่ารอบที่แล้วหลายเท่าตัว โดยข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติระบุว่า มีผู้สมัครหญิงเกือบ 800 คน จากผู้สมัครในระดับรัฐและระดับชาติจำนวนกว่า 6,000 คน ขณะที่การเลือกตั้งเมื่อปี 2553 มีผู้หญิงลงสมัครเพียง 101 คนเท่านั้น
หากเจาะกันที่พรรคหลักๆ ในการเลือกตั้งปีนี้ จะเห็นว่าพรรรครัฐบาลอย่างพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือยูเอ็นดีพี มีสัดส่วนผู้สมัครหญิง 7% ซึ่งน้อยกว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ของอองซานซูจี ที่มีประมาณ 15% ส่วนพรรคพลังประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือเอ็นดีเอฟ มีผู้สมัครหญิงประมาณ 20%
แต่เมื่อพูดถึงจำนวนนักการเมืองหญิงที่ลงเลือกตั้งและประสบความสำเร็จ เมียนมาไทมส์ ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้หญิงเป็นสมาชิกสภาเมียนมาประมาณ 4% ของสมาชิกทั้งหมด และมีผู้หญิงเป็นรัฐมนตรีเพียง 2 คน จากทั้งหมด 36 คน
พรรคการเมืองบางพรรคที่มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย บอกว่าต้องการจะแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศ แต่การหาผู้หญิงที่มีคุณสมบัติดีๆ มาเป็นสมาชิกก็เป็นเรื่องยากไม่น้อยเหมือนกัน
สอดคล้องกับที่เจ้าหน้าที่อาวุโสของพรรคแห่งชาติยะไข่ ที่บอกว่าผู้หญิงบางคนมีคุณสมบัติดี แต่ไม่สามารถทิ้งภาระครอบครัวได้ บางคนไม่สนใจการเมือง บางคนก็สนใจแต่ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม
ทั้งนี้ เมียนมาไทมส์ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นผู้หญิง พบว่าพวกเธอมีคุณสมบัติหลากหลาย และเมื่อถามถึงเหตุผลของการลงเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการเพิ่มสิทธิสตรี
อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครหญิงส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตอนนี้มีผู้หญิงเป็นสมาชิกสภามากน้อยแค่ไหน แถมส่วนหนึ่งยังมีความรู้เกี่ยวกับกิจการของรัฐสภาน้อยมาก บางส่วนรู้ว่า อองซานซูจี ผู้นำพรรคเอ็นแอลดี ชนะการเลือกตั้งในปี 2555 แต่ไม่รู้ว่าเธอมีตำแหน่งอื่นในสภาด้วยหรือไม่
ในศึกชิงเก้าอี้เข้าไปนั่งในสภารอบนี้ ผู้สมัครหญิงแต่ละคนก็มีเป้าหมายแตกต่างกันไป ซึ่งนอกจากเรียกร้องสิทธิสตรีที่เพิ่มขึ้นแล้ว บางคนต้องการเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมระหว่างชายหญิงในการเป็นข้าราชการ ต้องการพัฒนาการศึกษาสำหรับประชาชน เป็นต้น
ปัจจุบันเมียนมาติดอันดับ 128 ของโลก เมื่อประเมินจากสัดส่วนผู้หญิงที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ประเทศเอเชียบางประเทศมีการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศในวงการเมือง ด้วยการกำหนดโควตานักการเมืองหญิง เช่น อินโดนีเซียกำหนดให้อย่างน้อย 30% ของสมาชิกรัฐสภาต้องเป็นผู้หญิง







