
อนาคตอินเดีย ขึ้นกับการปฏิรูป
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย
โดย...จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจบริการไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย
หลังจากก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งในช่วงต้นปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ประกาศเดินหน้าการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอย่างมากว่าเศรษฐกิจอินเดียจะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง
เหตุนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดในช่วงต้นปีที่ผ่านมาหรือนับเป็นผลตอบแทนที่มากกว่า 30% นับจากช่วงที่โมดีเข้ารับตำแหน่ง
แต่หลังจากนั้นการปฏิรูปก็ยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม และดำเนินการช้ากว่าที่นักลงทุนคาดหวัง ทำให้ตลาดหุ้นปรับฐานลงมากว่า 10% ในช่วงไตรมาส 2 ของปี และมาปรับลงแรงอีกครั้งหลังจากธนาคารจีนปรับลดค่ากลางเงินหยวนในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
การปฏิรูปเศรษฐกิจถือว่าเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินเดียให้เดินไปข้างหน้าในระยะยาว
แต่ความล้มเหลวในการผ่านกฎหมายปฏิรูปภาษีและที่ดินในเดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงอุปสรรคอีกมากมายที่ท้าทายรัฐบาลของโมดีในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจอินเดียอีกครั้ง เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มเติมนโยบายการเงินของธนาคารกลางอินเดียเริ่มจะมีข้อจำกัดจากที่ได้มีการลดดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วถึง 3 ครั้ง
และถึงแม้ว่าราคาน้ำมันที่ลดลงอาจเพิ่มโอกาสให้อินเดียลดดอกเบี้ยได้เพิ่มเติม แต่จะกลับเป็นการฉุดให้ค่าเงินรูปีที่อ่อนค่ามามากแล้วอ่อนค่าลงไปอีก และจะส่งผลกระทบกับการบริโภคของภาคครัวเรือน ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องจักรสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดีย
มูลค่าพื้นฐานของตลาดหุ้นอินเดียถือว่าค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ แต่ก็ยังไม่แพงนักเมื่อเทียบกับมูลค่าในอดีตของอินเดียเอง
แต่ในระยะสั้นด้วยการที่ธนาคารกลางสหรัฐกำลังจะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นอินเดียและกดดันให้เงินรูปีอ่อนค่าลงไปอีก ประกอบกับการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ยังไม่ไปไหน ทำให้การลงทุนในหุ้นอินเดียยังไม่น่าสนใจนัก
เพราะฉะนั้นถึงจะรอให้มีการปฏิรูปที่ชัดเจนก่อน แล้วค่อยเข้าเริ่มลงทุนในหุ้นอินเดียก็ยังไม่สายเกินไป







