posttoday
พลิกโฉมค้าปลีกอาเซียน โมเดิร์นเทรดจับคนเมือง

พลิกโฉมค้าปลีกอาเซียน โมเดิร์นเทรดจับคนเมือง

20 สิงหาคม 2558

ตอนนี้โครงสร้างธุรกิจค้าปลีกในอาเซียนกำลังจะเปลี่ยนไป

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

“ตอนนี้โครงสร้างธุรกิจค้าปลีกในอาเซียนกำลังจะเปลี่ยนไป และคาดว่าหลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบดั้งเดิมจะค่อยๆ หายไป ขณะที่โมเดิร์นเทรดเชนต่างชาติจะรุกเข้าสู่ตลาดค้าปลีกในแต่ละประเทศอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดกลุ่มซีแอลเอ็มวี” อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของวงการธุรกิจค้าปลีกอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงสร้างธุรกิจค้าปลีกของอาเซียนเปลี่ยนไปนั้น หลักๆ เกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ก้าวเข้าสู่ความเป็นเมืองมากขึ้น หลังจากประชาชนในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ตามการขยายตัวของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าไปลงทุน

เหตุนี้เอง จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการค้าปลีกไทยที่จะขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพด้านการตลาดอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้กว้างขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจค้าปลีกตามแนวชายแดนก็น่าจะจูงใจให้ผู้บริโภคอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีเข้ามาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นด้วยเช่นกัน

อัทธ์ บอกอีกว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกของอาเซียนในอีก 5 ข้างหน้า (ปี 2559-2563) น่าจะมีความสดใสกว่าปีนี้ โดยในแง่ของมูลค่าธุรกิจค้าปลีกในอินโดนีเซียจะมีมูลค่าสูงสุดในอาเซียน ขณะที่ประเทศที่จะมีอัตราการเติบโตของตลาดนี้แบบก้าวกระโดดคือ เวียดนาม แต่ถ้ามองภาพรวมในกลุ่มซีแอลเอ็มวีแล้ว ธุรกิจค้าปลีกจะมีการขยายตัวเฉลี่ย 15-20% ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะเมื่อผู้บริโภคในประเทศเหล่านี้มีรายได้มากขึ้น ก็มักจะช็อปปิ้งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นไปด้วย

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจค้าปลีกที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมในแต่ละประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะเป็นเอสเอ็มอีที่มีทุนน้อย และมีการบริหารจัดการที่ยังไม่เป็นระบบเท่ากับกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นกลุ่มโมเดิร์นเทรด

ไม่เว้นแม้แต่ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมของเมียนมา ที่กำลังเร่งปรับตัวอย่างหนักเพื่อรับมือกับการแข่งขันกับค้าปลีกต่างชาติ และยังเผชิญกับกระแสนิยมซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) เป็นแรงกดดันอีกทางหนึ่งด้วย

อัทธ์ ขยายภาพให้เห็นเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันร้านค้าปลีกในเมียนมามีประมาณ 3 แสนร้านทั่วประเทศ ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมสูงถึง 90% ที่เหลือเป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด)

แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่าน ร้านสะดวกซื้อเริ่มเกิดขึ้นรอบๆ เมืองย่างกุ้ง ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ในเมียนมาเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่โตเฉลี่ย 7% ต่อปี ทำให้ประชาชนมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น จนเกิดการลงทุนสร้างห้างค้าปลีกสมัยใหม่เพื่อรองรับความต้องการของชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเห็นค้าปลีกเชนต่างชาติเข้าไปลงทุนในเมียนมาเพิ่มขึ้น และจะทำให้สัดส่วนโครงสร้างร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมลดลงเหลือแค่ 70% ขณะที่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่จะขยับเพิ่มเป็น 30%

 “ถือเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมของไทยที่จะเข้าไปจับมือกับร้านค้าปลีกดั้งเดิมในเมียนมาเพื่อทำธุรกิจ หรือส่งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้าไปช่วยฝึกอบรมบุคลากรให้เมียนมา เพื่อให้ธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมมีมูลค่าและมีการบริหารจัดการที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นทางรอดของร้านค้าปลีกดั้งเดิมของไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีด้วย” อัทธ์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังแนะนำว่าร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมของไทยที่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีนั้น จะต้องเร่งปรับตัวไปสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมากขึ้น เพราะจะทำให้สามารถขยายช่องทางการจำหน่ายได้ทั้งตลาดในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน และต้องหาซัพพลายเชนที่ดีในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้าและกลยุทธ์ด้านราคาจะต้องมีการตั้งราคาให้เหมาะสมกับคุณภาพสินค้า โดยราคาสินค้าจะต้องไม่แพงกว่าสินค้าจากจีนเกิน 5%

ขณะที่กลุ่มโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ของไทยนั้น มีวิธีการและช่องทางขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว ซึ่งมีทั้งออกไปเริ่มทำธุรกิจเอง และซื้อกิจการที่มีอยู่แล้ว

“จะเห็นว่าค้าปลีกในอาเซียนกำลังจะเปลี่ยนไปและแข่งขันรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสที่ไทยอยู่ใกล้ และสินค้าได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว เข้าไปทำตลาดก่อนที่ห้างค้าปลีกจากประเทศอื่นๆ ทั้งจากในเอเชียและยุโรปเข้ามาทำตลาดจนไทยหมดที่ยืน” อัทธ์ สรุปทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร