posttoday
จับตาตลาดหุ้นย่างกุ้ง โอกาสนักลงทุนในเมียนมา

จับตาตลาดหุ้นย่างกุ้ง โอกาสนักลงทุนในเมียนมา

14 สิงหาคม 2558

ผมได้คุยกับรัฐมนตรีเมียนมาหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องเงินทุน เพราะเวลาที่คุณเห็นโปรเจกต์ เห็นโอกาสการลงทุนต่างๆ ที่นี่

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

“ผมได้คุยกับรัฐมนตรีเมียนมาหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องเงินทุน เพราะเวลาที่คุณเห็นโปรเจกต์ เห็นโอกาสการลงทุนต่างๆ ที่นี่ ทุกคนก็จะคิดเหมือนกันว่า คุณต้องการเงิน คุณต้องการทุน และไม่ใช่เงินในระบบเก่าที่หมุนอยู่เดิมในประเทศอีกต่อไป แต่ต้องเป็นเงินทุนใหม่ๆ เป็นเฟรช แคปปิตอล ที่เข้ามาเติมเต็มในเมียนมา” ชนิตร ชาญชัยณรงค์ ที่ปรึกษา บริษัท วีเน็ท แคปปิทอล และอดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ กล่าว

เพราะหากดูมูลค่าการลงทุนในเมียนมากว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2557-2558 หรือเพิ่มขึ้นกว่าครึ่งจากในปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า
เมียนมามาถึงจุดที่ต้องการตลาดทุน (Capital Markets) เพื่อเป็นแรงหนุนเสริมทัพภาคการเงินการธนาคาร

ปัจจุบัน เมียนมากำลังใกล้จะได้ฤกษ์เปิดตลาดหลักทรัพย์ย่างกุ้ง (YSX) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE) และบริษัทหลักทรัพย์ ไดวา ซีเคียวริตีส์ มาตั้งแต่ปี 2544 แต่เพิ่งมีการตั้งคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์เมียนมาขึ้นในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะสามารถเปิดทำการได้ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมาในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้

หม่องหม่องเตียน รัฐมนตรีช่วยคลัง และประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ของเมียนมา ได้กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นย่างกุ้งมีความพร้อมแล้วประมาณ 80% ขณะที่ทางฝั่งผู้แทนญี่ปุ่นซึ่งให้คำแนะนำการเปิดตลาดหุ้น เชื่อว่าตลาดย่างกุ้งจะสามารถเริ่มธุรกรรมที่มีกระบวนการซับซ้อนขึ้นได้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้

ชนิตรได้ให้มุมมองแก่นักธุรกิจไทยและเมียนมาเรื่องการระดมทุนในงานสัมมนาโอกาสพลังงานในเมียนมา ซึ่งจัดขึ้นที่นครย่างกุ้ง ว่า ที่สุดแล้วเมียนมาก็ต้องเดินตามรอยประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ที่มีการเปิดตลาดหุ้นเพื่อเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีความจำเป็นต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ทำให้ต้องมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่และใช้ทุนมากว่าที่ตลาดเงิน หรือภาคการเงินการธนาคารจะสามารถรองรับได้

อดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เชื่อว่าจากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งภายในประเทศไทยเอง หรือการเข้าไปช่วย สปป.ลาว และตลาดหุ้นลาวเรื่องการระดมทุนนั้น จะสามารถนำมาใช้กับตลาดทุน
เมียนมาได้ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้พูดคุยกับทางลาวเรื่องการใช้แหล่งทุนใหม่ๆ ว่า การพึ่งพาเงินขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะรองรับการเติบโตของประเทศในระยะยาวได้ จึงนำไปสู่การช่วยระดมทุนช่องทางใหม่ๆ เช่น การออกพันธบัตรสกุลเงินบาท (บาทบอนด์) และช่วยให้การไฟฟ้าลาวออกหุ้นกู้ในสกุลเงินบาท 

อย่างไรก็ตาม อดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ให้มุมมองด้วยว่า เมียนมายังอาจต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าที่ตลาดหุ้นจะเข้าที่ และธุรกิจอาจต้องเรียนรู้จากตลาดเงิน หรือภาคการเงินการธนาคาร ที่ต้องเดินเคียงคู่ไปด้วยกันกับตลาดหุ้นก่อน เพราะภาคธุรกิจตั้งแต่เอสเอ็มอีไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ต่างก็ยังต้องพึ่งพาเงินกู้จากธนาคารอยู่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกได้ว่า ธุรกิจต่างๆ จะเริ่มต้นได้ก็จากการกู้ยืมก่อน หลังจากนั้นเมื่อมีการเรียนรู้ มีวินัยทางด้านการเงินหรือการจัดทำบัญชีทำแผนธุรกิจเป็นแล้ว ก็จะเติบโตขึ้นในก้าวต่อไป และไม่อาจหยุดอยู่เพียงแค่การขอแหล่งทุนเงินกู้จากธนาคารเพียงอย่างเดียว จึงจะพัฒนาไปสู่การระดมทุนผ่านตลาดทุน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของทุน ด้วยวิธีนี้ พวกเขาจึงสามารถระดมเงินทุนได้มากขึ้น และในต้นทุนที่ถูกกว่าแบงก์ หรืออาจใช้ทั้งสองวิธีไปพร้อมกัน

“คุณต้องลองเริ่มดูก่อน เหมือนกับที่ลาวเริ่มทำตลาดหุ้นลาวเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ก็ยังมีบริษัทเข้าจดทะเบียนเพียง 4 แห่ง กัมพูชาก็เริ่มต้นใกล้เคียงกันประมาณ 5 ปีก่อน มีบริษัทจดทะเบียนเพียง 2 แห่ง ในขณะที่เวียดนามอาจต่างออกไปโดยมีเป็นร้อยบริษัท เพราะส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลก็มีนโยบายสนับสนุนให้จดทะเบียนเข้าตลาดอยู่แล้ว

ผมว่าสิ่งที่เมียนมาควรจะต้องทำก็คือ เตรียมรับมือการเกิดขึ้นของตลาดหุ้นว่า ตอนนี้มีที่ปรึกษาทางการเงิน มีนักวิเคราะห์ หรือมีผู้เล่นที่เกี่ยวข้องเพียงพอแล้วหรือยัง มีความเข้าใจในการจัดการกองทุน และมีนักลงทุนทั่วไปที่เข้าใจเพียงพอแล้วหรือไม่ นักลงทุนในที่นี้เข้าใจการอ่านงบกำไรขาดทุนของบริษัท ดูงบดุลของบริษัทเข้าใจถ่องแท้หรือไม่ นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ตลาดจำเป็นต้องทำ คือการให้ความรู้ในเชิงรุก ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเปิดตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่” ชนิตร กล่าว   

สอดคล้องกับ สมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) ว่า บริษัทพลังงานที่ลงทุนในเมียนมามักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ และต้องใช้ทุนจำนวนมาก ซึ่งตลาดเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมากของภาคการพลังงาน หรือแม้แต่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ภาคการก่อสร้าง โรงแรม หรืออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ ได้ จึงจำเป็นต้องหาบริษัทร่วมทุนเป็นพันธมิตรในการทำธุรกิจในเมียนมา

การร่วมทุนที่ดีคือการหาพันธ มิตรที่ฝั่งไทยหรือต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน ในมิติของ APM มี 2 ประเภท คือ ประเภทยุทธศาสตร์ หรือบริษัทที่มีความชำนาญในธุรกิจที่ต้องการเข้าไปลงทุนอยู่แล้ว อีกประเภทคือ ด้านการเงิน หรือเป็นลักษณะของกองทุน ซึ่งบางครั้งอาจเกิด 2 สถานะในเวลาเดียวกันได้ การได้พาร์ตเนอร์ร่วมทุนที่ดีจะช่วยให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ไม่สูงจนเกินไป แต่หากวันใดวันหนึ่งใช้ตลาดเงินไปแล้ว มีดี/อีสูง การหันมาใช้ตลาดทุนจะช่วยบาลานซ์ความสมดุลได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญก่อนที่เมียนมาจะเปิดการระดมทุนผ่านตลาดทุนนั้น ต้องดำเนินการอย่างน้อย 2 ด้านก่อน คือ 1.การทำมาตรฐานบัญชีให้เป็นมาตรฐานสากลทั่วโลก (IFRS) และ 2.การมีผู้เล่นในบทบาทต่างๆ สมบูรณ์ครบถ้วน เช่น วาณิชย์ธนกิจ และที่ปรึกษาทางการเงิน เพราะต้องเป็นผู้ที่ประสานงานกับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ของเมียนมา และตลาดหุ้นย่างกุ้ง และในอีกด้านก็ยังต้องลิงค์กับบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีโบรกเกอร์ อันเดอร์ไรเตอร์ และบริษัทที่ดูแลด้านการลงทุนในหลักทรัพย์

หากเมียนมาจะเปิดตลาดหุ้นในปลายปีนี้ จะต้องมีการเตรียมการมาก่อนอย่างน้อย 12+18 เดือน 12 เดือนแรก คือการเตรียมพร้อมด้านมาตรฐานบัญชี ถ้าผ่านจะสามารถจดทะเบียนได้ในปี 2560 แต่ถ้าไม่เร่งเตรียมเรื่องมาตรฐานบัญชี อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 24-30 เดือน หรือราว 2-3 ปี กว่าจะสามารถจดทะเบียนในตลาดหุ้นได้ ดังนั้น โอกาสจะเกิดขึ้นหรือไม่ จึงต้องใช้บุคลากรหรือหน่วยงานบริษัทต่างๆ ที่ทำงานในเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ จึงจะสามารถทำให้ตลาดหุ้นเมียนมามีโอกาสเกิดขึ้นได้เร็ว

“การจะทำตลาดหุ้นในเมียนมาให้เกิดอิมแพ็คได้ จำเป็นต้องทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเกิดขึ้นครบเพียงพอก่อน จึงจะเกิดโมเมนตัมตามมา อย่างไรก็ตามผมเชื่อมั่นว่า ทุกวันนี้เมียนมามีบริษัทมหาชนในตลาดโอทีซีกว่า 200 บริษัท ที่แปรสภาพจากบริษัทจำกัดเป็นบริษัทมหาชน น่าจะเกิดอิมแพ็คในเชิงบวกได้มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มซีแอลเอ็มวีอื่นๆ เพราะมีแบ็กกราวด์พื้นฐานความรู้อยู่แล้ว การใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ระบบความคิดและการเตรียมความพร้อมของคนเมียนมา ทำให้ที่นี่ยังมีโอกาสสูง ทั้งในแง่ของการลงทุน และโอกาสจากตลาดทุนเมียนมาที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้”

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่