posttoday
แนะรัฐรอบคอบเก็บภาษีธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

แนะรัฐรอบคอบเก็บภาษีธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

12 สิงหาคม 2558

ตัวเลขมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลกในปี 2557 ที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยแล้วยังมีโอกาสโตได้อีกมาก แต่หากไม่มีการผลักดันและสนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพอย่างถูกทางแล้ว ก็อาจจะทำให้เกิดเกิดภาวะการย้ายไปตั้งบริษัทในต่างประเทศ ส่งผลให้เสียรายได้ที่จะสู่ภาครัฐในอนาคตได้

ตัวเลขมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลกในปี 2557 ที่ผ่านมานั้นอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยแล้วยังมีโอกาสโตได้อีกมาก แต่หากไม่มีการผลักดันและสนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพอย่างถูกทางแล้ว ก็อาจจะทำให้เกิดเกิดภาวะการย้ายไปตั้งบริษัทในต่างประเทศ ส่งผลให้เสียรายได้ที่จะสู่ภาครัฐในอนาคตได้

เรื่องนี้ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งบริษัท ตลาดดอทคอม ให้ความเห็นในงาน FORBES THAILAND FORUM 2015 : E-ENTREPRENEURS จัดโดยนิตยสารฟอร์บส์ ไทยแลนด์ ว่า การเริ่มต้นเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซของภาครัฐนั้น จะส่งผลอย่างมากสำหรับการเริ่มต้นพัฒนาธุรกิจตลาดออนไลน์ รวมทั้งการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในกลุ่มสตาร์ทอัพ

“ถึงแม้ว่าการซื้อขายของออนไลน์จะมีมูลค่าที่สูงมาก แต่การเร่งเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซโดยไม่ทำความเข้าใจกับร้านค้าออนไลน์รายย่อยจะยิ่งส่งผลเชิงลบ และอาจจะเป็นข้อเสียมากกว่าข้อดีในระยะยาว
ดังนั้นการเริ่มต้นเก็บภาษีนั้น แนะนำให้มองร้านที่มีผลประกอบการต่อปีอยู่ที่หลักล้านบาทขึ้นไปและเริ่มเก็บในระดับที่ไม่เกิน 3-4% ก่อน อีกทั้งต้องมีการเอื้อประโยชน์เพื่อให้ร้านค้า เห็นความสำคัญเรื่องการจ่ายภาษีที่ถูกต้องก่อน” ภาวุธ กล่าว

กิตตินันท์ อนุพันธ์ อุปนายกและประธานฝ่ายพัฒนาการตลาด สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (เอทีซีไอ) กล่าวว่า เรื่องของการเก็บภาษีส่วนหนึ่งเป็นเรื่องดี หากมีการวางแผนอย่างเหมาะสม แต่ถ้าเก็บภาษีจากนักลงทุนที่จะเข้ามาลงเม็ดเงินในกลุ่มสตาร์ทอัพเพียงอย่างเดียวนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่เหมาะในเวลานี้

“นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัพนั้น นอกจากความแข็งแรงของธุรกิจแล้ว ยังมองในเรื่องการสนับสนุนจากภาครัฐด้วย หากไม่วางแผนที่ดีจะส่งผลให้นักลงทุนเหล่านี้ผลักดันให้กลุ่มสตาร์ทอัพไปจดทะเบียนบริษัทที่ต่างประเทศมากกว่า เพราะฉะนั้นภาครัฐไม่ควรมองแค่เม็ดเงินที่จะเข้ามาแบบฉาบฉวย แต่ควรมองถึงผลตอบรับในระยะยาวด้วย” กิตตินันท์ กล่าว

ทางด้านของกลุ่มสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จนั้น มองในเรื่องของคนที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจด้านนี้ว่า คนรุ่นใหม่ที่มีแนวความคิดอยากเป็นสตาร์ทอัพ ควรจะมีทีมที่ดี ความอดทนสูง และมีแผนธุรกิจที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนที่จะเข้ามาลงเงินให้แก่ธุรกิจ

ธีระชาติ ก่อตระกูล ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สยามสแควร์ เทคโนโลยี ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น สต็อกเรดาห์ กล่าวว่า สตาร์ทอัพหน้าใหม่นั้นจะต้องมีความอดทนสูง แม้จะล้มสักแค่ไหนก็ต้องรีบลุกขึ้นมาและวางแผนใหม่ให้แข็งแกร่งและภาครัฐเองก็ควรจะสนับสนุนกลุ่มธุรกิจหน้าใหม่นี้อย่างเหมาะสม

“วัฒนธรรมของบ้านเรานั้น คือ กลัวการล้มเหลว แต่อยากให้ล้มดู เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรเดินไปในทิศทางใด เมื่อล้มแล้วก็อย่าเสียเวลานาน ต้องเร่งเรียนรู้และปรับแก้ให้เร็ว” ธีระชาติ กล่าว

ทั้งนี้ ยังมองการที่สตาร์ทอัพไทยนิยมไปจดทะเบียนบริษัทที่ประเทศอื่นนั้นว่า เพราะกฎหมายในประเทศยังไม่อำนวย เราจึงต้องช่วยกันส่งสัญญาณให้ภาครัฐรับรู้ว่ากำลังจะเสียโมเมนตัมนี้ไป ธุรกิจสตาร์ทอัพเป็นการซื้อขายแบบดิจิทัลที่เติบโตแบบก้าวกระโดดไวมาก แม้จะยังไม่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ แต่ก็มีโอกาสในการเติบโต ถ้าภาครัฐไม่สนับสนุนอย่างเหมาะสม ไม่คิดแต่เรื่องของรายได้เข้าประเทศ

ทางด้านของ จุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้อำนวยการ บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทีมเวิร์กเป็นสิ่งสำคัญในการเป็นสตาร์ทอัพ ไม่มีใครสามารถประสบความสำเร็จได้หากทำงานทุกด้านคนเดียว เพราะฉะนั้น การเลือกทีมที่ดีจะสามารถเป็นกำลังใจในการทำงานร่วมกัน

“หากเรามีทีมที่สนับสนุนร่วมกันได้ และมีแนวคิดที่จะโตไปพร้อมกันได้ จะทำให้โอกาสในทำงานเป็นไปอย่างแข็งแกร่ง” จุฑาศรี กล่าว

ขณะที่ ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อุ๊คบี กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่จะเลือกทำงานด้านสตาร์ทอัพนั้นต้องมองด้านของความถนัดและชอบในสิ่งที่จะทำ อุ๊คบีเริ่มต้นจากการมองว่าหนังสือจะเปลี่ยนรูปแบบจากกระดาษเป็นดิจิทัล นั่นแสดงว่าต้องมองเห็นอนาคตก่อนและค่อยพัฒนาให้เป็นไปในทางที่ต้องการได้

“ในแง่การแข่งขันอยากให้มองในภาพของโอกาสในการขยายธุรกิจสำหรับอนาคตก่อนว่า ธุรกิจที่เราจะลงมือทำนั้นมีลูกค้าและโอกาสต่อยอดอย่างไร เพื่อที่จะได้เขียนแผนธุรกิจในระยะยาวได้และสอดคล้องกับสิ่งที่ตลาดต้องการด้วย” ณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร