posttoday
คาดระเบียบกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าเก็บเงินได้เพิ่ม200ล.

คาดระเบียบกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าเก็บเงินได้เพิ่ม200ล.

07 กรกฎาคม 2553

เรกูเรเตอร์คาดระเบียบกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่เก็บเงินเข้าระบบได้เพิ่มอีก200 ล้านบาทเป็นปีละ2,000 ล้านบาท

เรกูเรเตอร์คาดระเบียบกองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่เก็บเงินเข้าระบบได้เพิ่มอีก200 ล้านบาทเป็นปีละ2,000 ล้านบาท

นายดิเรก   ลาวัณย์ศิริ   ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)หรือ เรกูเรเตอร์   เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็น “ร่างระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพัลงงานว่าด้วยกองทุนพัฒนาไฟฟ้า เพื่อการพัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า พ.ศ. ...”ว่า ร่างระเบียบดังกล่าวจะสามารถประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ภายในเดือนส.ค. โดยประเมินว่าจะสามารถจัดเก็บเงินจากโรงไฟฟ้าเข้ากองทุนฯได้เพิ่มอีก 200 ล้านบาท จากปัจจุบันปีละ 1,800 ล้านบาท  เป็น 2,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ระเบียบของกองทุนฯที่ร่างขึ้นใหม่ได้ปรับข้อกำหนดในการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนของโรงไฟฟ้า โดยเพิ่มการจัดเก็บจากผู้ผลิตไฟฟ้าทั้งหมดที่นำมาจำหน่าย  รวมทั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนด้วย ยกเว้นผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิต โดยกองทุนฯใหม่จะเริ่มดำเนินการหลังจากประกาศมีผลบังคับใช้

ปัจจุบันไทยมีโรงไฟฟ้าทั้งหมด  232 แห่ง โดยแบ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 28 แห่ง โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) 10 แห่ง โรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(เอสพีพี) 50-60 แห่ง และโรงไฟฟ้าเอกชารายเล็กมาก(วีเอสพีพี) 134 แห่ง โดยล่าสุดมีผู้ประกอบการขอใบอนุญาตประกอบกิจการเพิ่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอสพีพีที่มีการยื่นเข้ามา 18-19 โครงการ กลุ่มวีเอสพีพี 10 แห่ง และกลุ่มไอพีพี 3-4 แห่ง

อย่างไรก็ตามข้อดีของการจัดตั้งกองทุนฯใหม่จะทำให้สามารถเก็บสะสมเงินไว้ในระยะยาว ได้จากเดิมที่จะต้องใช้เงินให้หมดภายใน 1 ปี  จึงมีเงินเหลือพอที่ไปช่วยเหลือกองทุนอื่นๆที่มีขนาดเล็กกว่า นอกจากนี้การใช้เงินจะมีการตรวจสอบความโปร่งใสจากสำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และทำให้มีการเก็บเงินเข้ากองทุนได้เพิ่มขึ้น

สำหรับอัตราเก็บเงินส่งเข้ากองทุนพัฒนาโรงไฟฟ้า นั้น หากเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าที่ได้รับใบอนุญาตรายใหม่ในช่วงระหว่างการก่อสร้างจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนโรงไฟฟ้าในอัตรา 5 หมื่นบาท/เมกะวัตต์/ปี หรือไม่น้อยกว่า 5 หมื่นบาท/ปี ส่วนช่วงระหว่างการผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะเก็บ 1 สตางค์/หน่วย น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลเก็บ 1.5 สต./หน่วย ถ่านหินและลิกไนต์เก็บ 2 สต./หน่วย  ส่วนพลังงานหมุนเวียนที่กำหนดเรียกเก็บเพิ่มได้แก่ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ ชีวมวล กากและเศษวัสดุเหลือใช้ ขยะชุมชน เรียกเก็บที่อัตรา 1 สต./หน่วย และพลังงานน้ำเรียกเก็บที่ 2 สต./หน่วย

นายดิเรก กล่าวว่า ส่วนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(พีดีพี2010)ที่กำหนดให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ในช่วงท้ายของแผนนั้น เรกูเรเตอร์ก็มีแนวคิดที่จะเรียกเก็บเงินในส่วนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าในอัตรา 5 สต./หน่วย ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุด เพราะมีการพิจารณาแล้วว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีต้นทุนต่ำกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ส่วนจะเก็บได้เท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะมีกำลังผลิตที่เข้าระบบจำนวนเท่าไหร่

 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่