
'แกรนิต'ตีปีกรับเครือข่ายรถไฟ
อุตฯ หินแกรนิต หวังโครงการรถไฟเชื่อมอาเซียนดันยอดใช้วัตถุดิบพุ่ง
อุตฯ หินแกรนิต หวังโครงการรถไฟเชื่อมอาเซียนดันยอดใช้วัตถุดิบพุ่ง
นายกมล วรรธนคณิณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า โครงการสร้างทางรถไฟเชื่อมโยงภายในภูมิภาคอาเซียนและจีนจะเป็นโอกาสดีของอุตสาหกรรมแกรนิต เนื่องจากจะต้องใช้หินแกรนิตเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับโรยทางรถไฟ โดยขณะนี้มีบริษัทรถไฟจากจีนได้ทำสัญญาสร้างทางรถไฟในกัมพูชาได้ติดต่อให้ไทยเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบหินแกรนิต เพราะในกัมพูชามีหินแกรนิตไม่มาก
สำหรับแนวโน้มการส่งออกสินค้าของอุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อนปีนี้ คาดว่าจะเติบโตได้ 3-5% เนื่องจากมีการสอบถามราคาจากลูกค้าเข้ามามากขึ้น โดยลูกค้าส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง เพื่อนำไปใช้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้
ขณะเดียวกัน ในอุตสาหกรรมหินตกแต่ง ประเทศเพื่อนบ้านของไทยทั้งเมียนมาและ สปป.ลาว ถือเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดี มีคุณภาพมากที่สุด ซึ่งมีผู้ประกอบการไทยหลายรายสนใจออกไปหาวัตถุดิบ และนำกลับมาเพิ่มมูลค่าในเมืองไทย แต่ยังมีจำนวนน้อย เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับทางรัฐบาลมาก ทำให้นักลงทุนยังไม่มั่นใจที่จะเข้าไปดำเนินการ
ทั้งนี้ เมียนมามีหินอ่อนขาวที่คุณภาพดีมาก โดยผู้ประกอบการไทยนำวัตถุดิบดังกล่าวมาใช้ในงานประติมากรรม แกะสลักพระพุทธรูป ส่วน สปป.ลาว มีหินแกรนิตสีน้ำตาลที่เป็นลายสวยงาม เรียกว่า ดรากอนอาย ซึ่งเป็นที่นิยมในเมืองไทยพอสมควร
“ประเทศเพื่อนบ้านจัดว่าเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับไทยมากกว่า แต่หากโครงการสร้างทางรถไฟเชื่อมโยงประเทศต่างๆ เกิดขึ้นได้จริงทั้งหมด น่าจะช่วยเพิ่มความต้องการใช้หินแกรนิตให้เติบโตขึ้นในระดับสูง ซึ่งหินแกรนิตของไทยมีคุณสมบัติที่เหมาะสมสำหรับใช้โรยทางรถไฟ” นายกมล กล่าว
นอกจากนี้ สำหรับตลาดในประเทศไทยขึ้นอยู่กับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่และรถไฟฟ้า ที่จะมีการนำหินแกรนิตไปใช้เป็นส่วนประกอบในการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งหากโครงการสามารถเดินหน้าได้ตามแผนที่วางไว้ทั้งหมด จะทำให้อุตสาหกรรมเติบโตมากกว่า 5 เท่า จากปัจจุบันที่อุตสาหกรรมมีมูลค่ารวมประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท/ปี แต่หากไม่มีโครงการขนาดใหญ่ ก็คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 1-2 เท่า เพราะมีโครงการที่ผูกพันอยู่ เช่น รถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างขณะนี้
ด้านตลาดอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าจะมีโครงการก่อสร้างเติบโต แต่ปัจจุบันหินอ่อน หินแกรนิตถูกใช้ในโครงการน้อยมาก เพราะมีต้นทุนสูง และมีสินค้าอื่นๆ ที่สามารถทดแทนได้ที่มีระดับราคาต่ำกว่า ผู้พัฒนาโครงการจึงเลือกที่จะใช้วัสดุตกแต่งชนิดอื่นๆ จึงทำให้ผู้ค้าปลีกในอุตสาหกรรมค่อนข้างซบเซา
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมหินอ่อนและหินแกรนิตเผชิญกับวิกฤตรุนแรงมาก มีผู้ประกอบการถอนตัวออกจากวงการนี้เกือบหมด จากที่เคยมีสมาชิกประมาณกว่า 100 ราย เหลือเพียง 10 กว่าราย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เลิกกิจการคือกลุ่มผู้ทำเหมือง







