
ปริศนาปืนบิ๊กแจ๊ดไม่จบ ดาต้าซีทีเอ็กซ์ ‘ถูกลบทิ้ง’
เป็นประเด็นร้อนๆ ที่ตอกย้ำความไม่น่าเชื่อถือของระบบมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทยได้อย่างสาหัส
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
เป็นประเด็นร้อนๆ ที่ตอกย้ำความไม่น่าเชื่อถือของระบบมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทยได้อย่างสาหัส
เมื่อ “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ถูกเจ้าหน้าที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ตรวจพบอาวุธปืนที่สนามบินตอนขากลับเข้าประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ทำให้เกิดคำถามมากมายว่า เหตุใดอาวุธปืนดังกล่าวจึงหลุดรอดจากต้นทาง คือ สนามบินสุวรรณภูมิข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงญี่ปุ่น
ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ในฐานะกำกับดูแล บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ได้กลับมาตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ดังกล่าวในช่วงเช้าวันที่ 25 มิ.ย. ว่า เป็นเพราะ “เครื่องเออเรอร์” หรือ “คนเออเรอร์” จากเมื่อวันก่อน (24 มิ.ย.) ได้ยืนยันขันแข็งว่า ระบบรักษาความปลอดภัยสนามบินของไทยได้มาตรฐานสากล
“เรื่องนี้ได้มอบหมายให้ ทอท.ไปทำการวิเคราะห์และหาข้อเท็จจริง เรื่องการตรวจสอบอาวุธก่อนออกจากสนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้ง และให้ ทอท.เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงในเวลา 15.00 น. (25 มิ.ย.) เพราะเรื่องนี้มีรายละเอียดทางเทคนิคสูง โดยเบื้องต้นการตรวจสอบจะมอง 2 ประเด็นว่า 1.ข้อบกพร่องของระบบและเครื่องมือในการตรวจสอบทำให้ไม่พบอาวุธปืน หรือ 2.เป็นความบกพร่องของพนักงานขณะทำหน้าที่ตรวจสอบ” พล.อ.อ.ประจิน ให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา
ทว่าตกบ่าย ศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทอท.) แถลงยืนยันว่า ระบบการตรวจสอบสัมภาระกระเป๋าผ่านเครื่องเอกซเรย์ซีทีเอ็กซ์ 9400 ของ ทอท.ได้รับมาตรฐานจากสำนักงานบริหารการบินสหรัฐอเมริกา (ทีเอสเอ) กรมการบินพลเรือน (บพ.) องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) และผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โดยที่ไม่ถูกสั่งให้แก้ไขหรือพบข้อบกพร่องใดๆ
พร้อมกันนั้น จากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดการเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ที่เดินทางไปญี่ปุ่นด้วยเที่ยวบิน TG 640 เวลา 23.50 น. ของวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจค้นสัมภาระถือขึ้นเครื่องและตรวจค้นร่างกายตามขั้นตอนบริเวณจุดผู้โดยสารพรีเมียมของการบินไทย โดยไม่พบวัตถุที่เป็นอันตรายต่ออากาศยาน
“พนักงาน ทอท.ได้ตรวจสัมภาระในกระเป๋าถือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ตามขั้นตอนไม่พบสิ่งผิดปกติ ส่วนระบบการตรวจสอบสัมภาระที่โหลดใต้ท้องเครื่องผ่านเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9400 ไม่สามารถตรวจสอบภาพซ้ำ เพราะการตรวจกระเป๋าจะถูกลบทิ้งทุกๆ 3 วัน หากเก็บข้อมูลไว้ในระบบทั้งหมดจะส่งผลต่อการปฎิบัติงานที่ล่าช้าลง” ศิโรตม์ กล่าว
ศิโรตม์ ยืนยันว่า เครื่องซีทีเอ็กซ์ 9400 มีมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพที่ดี และเป็นมาตรฐานเดียวกับเครื่องที่สนามบินนาริตะ ขณะที่การตรวจสอบทำกันถึง 5
ขั้นตอน ใช้เวลา 8 นาที ตั้งแต่การคัดแยกวัตถุต้องสงสัยไปจนถึงการลำเลียงสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่องบิน ส่วนพนักงานที่ทำงานกับเครื่องก็ฝึกฝนอบรมเป็นอย่างดี ผลัดเปลี่ยนการทำงานทุก 20 นาที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการตรวจสัมภาระด้วยตา
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ บพ.จะเข้าตรวจสอบระบบดังกล่าวอีกครั้ง ขณะที่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทอท. ยืนยันว่ามีระบบมาตรฐานการดูแลรักษาความปลอดภัยที่มีความน่าเชื่อถือ
“การตรวจสอบผู้โดยสารขาออกสนามบินญี่ปุ่นครั้งนี้ ไม่ได้ผ่านขั้นตอนการเอกซเรย์กระเป๋า จึงไม่อาจเชื่อมโยงกับการตรวจสอบขาออกจากสนามบินสุวรรณภูมิได้ ขณะนี้จึงต้องรอให้ญี่ปุ่นตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก่อน”
อุษณีย์ แสงสิงแก้ว กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้น บริษัท การบินไทย ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ไม่ได้ยื่นคำขออนุญาตนำอาวุธปืนขึ้นเครื่องบิน และหากได้รับอนุญาต อาวุธที่นำขึ้นเครื่องทุกครั้งจะต้องปลดลูกกระสุนปืนออกจากลำกล้องปืนก่อนโหลดเข้าใต้ท้องเครื่องบิน โดยไม่อนุญาตให้นำขึ้นชั้นผู้โดยสาร
ถัดมาในช่วงเย็น พล.อ.อ.ประจิน ออกมาการันตีซ้ำว่า “เครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ของไทย ได้มาตรฐานทีเอสเอ และเพิ่งจะตรวจสอบเครื่องไปเมื่อไม่นานนี้ ขณะที่ ทอท.ก็ยืนยันว่า ระบบการตรวจสอบของสนามบินสุวรรณภูมิได้มาตรฐานระดับสากล”
ส่งผลให้การคลี่คลายปริศนาอาวุธปืนในมือ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ที่ล่องหนไปโผล่ที่สนามบินนาริตะยังไม่กระจ่างเช่นเดิม







