
แนะส่งออกอาหารปรับตัว
เทรนด์รักสุขภาพที่มาแรงทำให้ธุรกิจส่งออกอาหารจำเป็นต้องปรับตัว ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของตลาดปลายทาง
เทรนด์รักสุขภาพที่มาแรงทำให้ธุรกิจส่งออกอาหารจำเป็นต้องปรับตัว ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของตลาดปลายทาง
สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา สำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) ระบุว่า ไขมันทรานส์ไม่ปลอดภัยในการใช้เป็นส่วนผสมการผลิตอาหาร แต่อนุโลมให้ผู้ผลิตอาหารยื่นคำร้องขออนุญาตใช้เป็นบางกรณี พร้อมให้เวลาอุตสาหกรรมอาหารสหรัฐ 3 ปี เพื่อเตรียมกระบวนการผลิตที่ไม่ใช้ไขมันทรานส์ โดยตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 2561 จะต้องเลิกใช้ไขมันทรานส์
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ อธิบายว่า การห้ามใช้ไขมันทรานส์ในสินค้าอาหารจะช่วยลดปัญหาโรคหัวใจ หรือช่วยป้องกันภาวะหัวใจวาย ซึ่งระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับต่อสินค้าอาหารทั้งที่ผลิตในสหรัฐและนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น ผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารไทยต้องปรับปรุงกระบวนการใช้วัตถุดิบในการผลิต เพื่อให้สินค้าอาหารไทยส่งไปตลาดสหรัฐได้
งานวิจัยของนีลเส็น สแกนแทรค ในปี 2552-2556 ซึ่งเก็บข้อมูลจากห้างค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐ 3 กลุ่ม คิดเป็น 45% ของอุตสาหกรรมค้าปลีก ครอบคลุมอาหาร 202 รายการ อาทิ ธัญพืช พาสต้า ผักผลไม้ อาหารกล่อง นมและขนมขบเคี้ยว พบว่า สินค้ากลุ่มแคลอรีต่ำ หรือให้พลังงานไม่เกิน 150 แคลอรี/การบริโภคหนึ่งครั้ง และเครื่องดื่มให้พลังงานไม่เกิน 50 แคลอรี มียอดขายเพิ่ม 59% ขณะที่ของหวาน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและพิซซ่ามียอดขายเพิ่มขึ้น 12%







