
ปัดฝุ่นกม.คุมดอกเบี้ย
สั่นสะเทือนทั้งวงการการเงินการธนาคาร เมื่อกระทรวงยุติธรรมหยิบกฎหมายห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยไม่เกิน 15% มาปัดฝุ่น หลังจากที่ได้ใช้มา 83 ปีแล้ว
สั่นสะเทือนทั้งวงการการเงินการธนาคาร เมื่อกระทรวงยุติธรรมหยิบกฎหมายห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ยไม่เกิน 15% มาปัดฝุ่น หลังจากที่ได้ใช้มา 83 ปีแล้ว
สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ย พ.ศ. ... ไฮไลต์อยู่ที่ “ดอกเบี้ย” ให้หมายถึงค่า “ธรรมเนียมและค่าบริการที่เรียกเก็บด้วย” เพราะที่ผ่านมา ธุรกิจประเภทบัตรเครดิต ไฟแนนซ์ หรือหนี้ในระบบ มักใช้ถ้อยคำอื่น ทำให้เข้าใจว่าไม่ใช่ดอกเบี้ย
นั่นหมายความว่า หากร่างกฎหมายใหม่ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ที่คิดดอกเบี้ย 18-28% รวมทั้งนาโนไฟแนนซ์ ที่คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 36% จะต้องเดือดร้อนกันแน่ๆ ในแง่ของลูกค้ากู้เงินก็จะยิ้มเพราะได้ดอกเบี้ยถูก แต่เจ้าของเงินจะให้กู้หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งว่าจะคุ้มความเสี่ยงไหม
ที่ผ่านมา มีการถกเถียงกันตลอดว่า ทำไมบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลสามารถคิดดอกเบี้ย 18-28% ซึ่งผิดกฎหมายเรียกเก็บดอกเบี้ยเกิน 15% แต่ไม่สามารถดำเนินการลงโทษอะไรได้
ย้อนไปเมื่อเดือน มิ.ย. 2548 กระทรวงการคลังได้รองรับธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต โดยอาศัยอำนาจตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (ปว.58) ที่ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน โดยออกประกาศกำหนดให้ธุรกิจสินเชื่อที่มีลักษณะกิจการคล้ายธนาคาร (นันแบงก์) ให้เป็นกิจการที่ต้องขออนุญาตและให้อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ดังนั้น ธปท.ได้ออกประกาศโดยอ้าง ปว.58 เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยรวมกับค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมของสินเชื่อส่วนบุคคลไม่เกิน 28% ต่อปี โดยแบ่งเป็นอัตราดอกเบี้ย 15% ที่เหลืออีก 13% คือค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียม ให้มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 ก.ค. 2548 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ถือว่ากับไม่ขัดกับกฎหมายคุมดอกเบี้ยไม่เกิน 15% เรื่องนี้จึงเงียบไปได้
แต่ที่แน่ๆ เมื่อไปดูตัวอย่างคดีฟ้องร้องในศาล พบว่า กรณีนันแบงก์ฟ้องลูกหนี้โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 28% ซึ่งศาลจะตัดสินให้ได้รับชำระหนี้เฉพาะต้นเงินกับดอกเบี้ยผิดนัด 7.5% เท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ศาลไม่ให้คิดเพราะไม่ถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และขัดต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 จึงตกเป็นโมฆะไม่มีผลบังคับ
ท้ายที่สุด ร่างกฎหมายฉบับนี้สามารถแก้ไขได้สำเร็จหรือจะแป้ก จะมีคลื่นนายทุนคัดค้านหรือไม่ ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป







