
ตอกเข็มรถไฟจีน-ญี่ปุ่น ‘รัฐบาลนี้เห็นแน่’
“กรอบนี้ยังไม่สุดท้าย ถ้าสะดุดตรงไหนก็ต้องขยับ ซึ่ง ต.ค.ปีนี้จะเริ่มสร้างรถไฟไทย-จีน กลางปี 2559 เริ่มสร้างรถไฟไทย-ญี่ปุ่น ในรัฐบาลนี้จะได้เห็นการก่อสร้างแน่ และใช้เวลาสร้าง 3-4 ปี” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”
“กรอบนี้ยังไม่สุดท้าย ถ้าสะดุดตรงไหนก็ต้องขยับ ซึ่ง ต.ค.ปีนี้จะเริ่มสร้างรถไฟไทย-จีน กลางปี 2559 เริ่มสร้างรถไฟไทย-ญี่ปุ่น ในรัฐบาลนี้จะได้เห็นการก่อสร้างแน่ และใช้เวลาสร้าง 3-4 ปี” พล.อ.อ.
ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”
พล.อ.อ.ประจิน อธิบายว่า
ขณะนี้กรอบความร่วมมือก่อสร้างรถไฟไทย-จีนค่อนข้างชัดเจนแล้ว โดยจีนจะช่วยเหลือด้านก่อสร้างและแหล่งเงินลงทุน ซึ่งขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างสำรวจและออกแบบ กำหนดแล้วเสร็จในเดือน ส.ค.นี้ จากนั้นอีก 2 สัปดาห์จะรู้ว่าราคาค่าก่อสร้างจริงเป็นเท่าใด ซึ่งน่าจะอยู่ในช่วง 3-3.5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ งานลงทุนรถไฟไทย-จีนจะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.งานโยธาหรืองานสร้างโครงสร้างฐานราก การก่อสร้างนั้น ในส่วนที่เป็นพื้นราบ คือ ช่วงกรุงเทพฯ-แก่งคอย ช่วงแก่งคอย-มาบตาพุด และช่วงแก่งคอย-นครราชสีมา จะให้เปิดประมูลให้บริษัทคนไทยมาดำเนินการ ส่วนงานก่อสร้างในภูมิประเทศที่ยากและต้องสร้างอุโมงค์ โดยเฉพาะช่วงตั้งแต่นครราชสีมา-หนองคาย จะให้จีนดำเนินการ
“เช่น งานลงทุนฐานราก ซึ่งสมมติฐานวงเงินลงทุนเบื้องต้นอยู่ที่ 1 แสนล้านบาท เราปรารถนาจะให้คนไทยได้ทำในสัดส่วนไม่น้อย 70% แต่ก็คงไม่ฝืนในงานที่ไทยไม่มีประสบการณ์”
2.งานระบบราง อาณัติสัญญาณ และระบบควบคุม ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ไทยไม่มีประสบการณ์ต้องให้จีนลงทุนเป็นหลัก แต่ไทยจะร่วมในเรื่องที่ทำได้ เช่น ไม้หมอนคอนกรีต ยางรองไม้หมอน นอต
และ 3.ระบบเดินรถ ซ่อมบำรุง และสร้างสถานี ประมาณ 1 แสนล้านบาท จะมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดยตั้งใจว่าจะให้ฝ่ายไทยถือหุ้น 55% และจีน 45% ซึ่งรัฐบาลจะให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และเอกชนไทยที่มีประสบการณ์ 1 แห่งร่วมทุน
“1-3 ปีแรก จะให้จีนเดินรถ ควบคุมการเดินรถ และควบคุมการซ่อมบำรุง เราจะเป็นลูกมือเขา แต่ปีที่ 4-7 สัดส่วน คนทำงานและคนรับผิดชอบจะอยู่ที่ 50 : 50 และปีที่ 7 เราทำเอง เขาเป็นที่ปรึกษา”
พล.อ.อ.ประจิน ระบุว่า การลงทุนรถไฟไทย-จีน จะก่อให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานที่จะเชื่อมการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า เชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว พัฒนาเมืองตามแนวรายทาง สร้างพื้นที่เชิงพาณิชย์ และสร้างการค้าการขายตามแนวเส้นทาง
“ถ้านั่งรถไฟหวานเย็นกรุงเทพฯ-หนองคายก็ 14 ชั่วโมง ร้อน เครียด แน่น แต่ถ้าทำรถไฟราง 1 เมตรให้ดีขึ้น และทำทางคู่ จะลดเหลือ 7 ชั่วโมงครึ่ง จึงเหมาะกับคนที่ต้องการซื้อตั๋วไม่แพง ขนส่งสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมหนัก ส่วนรถไฟไทย-จีน ความเร็วเฉลี่ยจะอยู่ที่ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือใช้เวลาไม่เกิน 5 ชั่วโมง หากตั๋วรถไฟ 1 เมตร 50 บาท ตั๋วรถไฟไทย-จีนจะไม่เกิน 75-80 บาท
สรุปคือตั๋วต้องไม่สูงกว่าตั๋วปกติโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ที่เราคิดไว้ คือ จะเท่ากับรถ บขส. วีไอพี 24 ที่นั่ง”
พล.อ.อ.ประจิน ยอมรับว่า ในส่วนการเดินรถของบริษัทร่วมทุน จะต้องขาดทุนในช่วง 10-12 ปีของอายุสัมปทานที่จะไม่ต่ำกว่า 25 ปี เพราะเป็นช่วงโปรโมชั่นและเรียกลูกค้า แต่หลังจากนั้นบริษัทจะมี
รายได้จนเลี้ยงตัวเองได้ โดยเฉพาะรายได้จากพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ ส่วนการลงทุนงานโยธาและงานระบบ แน่นอนว่ารัฐบาลต้องควักกระเป๋าจ่ายเหมือนกับการสร้างถนน
“แม้ว่า 10 ปีแรกบริษัทเดินรถไฟจะขาดทุน แต่อย่าลืมว่าเรายกเส้นทางให้เขาฟรีๆ ซึ่งเป็นเงินมหาศาล แลกกับการเก็บตั๋วไม่แพง และนี่คือการค้าเสรี เป็นประชาธิปไตย มีทางเลือก ทุกคนมีความสุข เศรษฐกิจขับเคลื่อน ที่สำคัญเราคงไม่เอารถไฟความเร็วปานกลางไปขนผัก มันไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย และต่อไปรถไฟราง 1 เมตรจะไม่ยืดยาดเหมือนเมื่อก่อน”
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือรถไฟไทย-ญี่ปุ่น วงเงินลงทุนที่ประเมินไว้เบื้องต้นอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ซึ่งไทยรับข้อเสนอของญี่ปุ่นที่จะเลือกลงทุนเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยเป็นรถไฟความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยีชิงคันเซน ซึ่งหลักการและรูปแบบการลงทุนจะเหมือนกับรถไฟไทย-จีน เช่น ใช้เทคโนโลยีญี่ปุ่นก่อสร้าง และแหล่งเงินจากญี่ปุ่น แต่สิ่งที่จะแตกต่างกัน คือ สัดส่วนการลงทุน
“อันนี้เป็นไฮสปีด เราไม่มีประสบการณ์งานโยธา ก็ขอฟังเขาก่อน แต่อะไรที่เราทำได้ ก็ต้องมาคุยกัน ส่วนระบบราง อาณัติสัญญาณ ระบบควบคุมรถและไฟฟ้า เราทำไม่เป็น ก็ต้องฟังเขา ขณะที่การเดินรถก็จะตั้งบริษัทร่วมทุน 3 ปีแรก จะให้คนของญี่ปุ่นเข้ามาทำเต็มที่ ปีที่ 4-7 เราขอแชร์ หลังปีที่ 7 ไปแล้ว คนไทยทำทั้ง 100%”
พล.อ.อ.ประจิน ระบุว่า สาเหตุที่การลงทุนรถไฟไทย-ญี่ปุ่น ต่างจากรถไฟไทย-จีน เนื่องจากต้นทุนลงทุนสูงกว่า แต่ไทยมีจุดได้เปรียบตรงที่มีแหล่งเงินกู้ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ
“เรายังไม่ด่วนสรุป แม้เรามีของตายและดอกเบี้ยที่ต่ำระดับ 1.3-1.5% อยู่ในมือแล้ว”
พล.อ.อ.ประจิน มั่นใจว่า การลงทุนรถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จะคุ้มค่า แม้ว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าเพราะเป็นรถไฟความเร็วสูง แต่เนื่องจากเป็นเส้นทางจะตัดผ่านเมืองใหญ่ คนอาศัยหนาแน่น เป็นเส้นทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แหล่งประวัติศาสตร์ มีทัศนียภาพที่สวยงาม จึงสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก แม้แต่คนไทยก็ยังต้องการเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางนี้ นักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น ยุโรป ก็สนใจท่องเที่ยวเส้นทางนี้
“ตั๋วรถไฟกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จะสูงกว่าตั๋วรถทัวร์วีไอพีเล็กน้อย และใกล้เคียงกับโลว์คอสต์แอร์ไลน์ คือ ไม่เกิน 1,200-1,600 บาท/เที่ยว ถามว่าจะเจ๊งไหม ก็คิดอยู่ แต่เราต้องคิดว่าสังคมจะได้อะไร เพราะถ้าเส้นทางนี้เกิด จะมีการพัฒนาเมือง ชุมชน การท่องเที่ยว และสร้างสิ่งสวยงามตลอดเส้นทาง”
พล.อ.อ.ประจิน ย้ำว่า หากรถไฟความเร็วสูงเกิดในอีก 4 ปีนับแต่เริ่มก่อสร้าง ต่อไปคนที่อยู่ในเมืองไม่จำเป็นต้องซุกอยู่ในดาวน์ทาวน์ แต่จะกระจายออกไปอยู่ข้างนอกเมืองบ้าง หรือหากจะขับจากตลาดนัดจตุจัตรไป จ.นครสวรรค์ ปกติใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง แต่เดินทางด้วยรถไฟไฮสปีดจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
“คนไม่จำเป็นต้องมากระจุกอยู่ในตัวเมือง จะเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับ หรือกลับเสาร์-อาทิตย์ก็ได้ ส่วนรถไฟไทย-จีน ที่มีจุดเด่นที่เชื่อมไทย-ลาว-จีน”
สำหรับการลงทุนรถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ และกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา จะเชื่อมท่าเรือทวายและท่าเรือแหลมฉบัง และตัดเส้นทางเข้าอรัญประเทศ ทะลุไปกัมพูชา เวียดนาม ออกมหาสมุทรแปซิฟิก เส้นทางนี้ไทยและญี่ปุ่นตกลงสร้างแน่นอน โดยกำลังตัดสินใจว่าจะเป็นราง 1 เมตร หรือ 1.435 เมตร
“ส่วนเส้นแม่สอด-พิษณุโลก-มุกดาหาร เป็นความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในการศึกษา แต่จะสร้างหรือไม่ และให้ใครสร้าง ฝ่ายไทยจะเป็นผู้ตัดสินใจ แต่เส้นนี้ไทยไม่รีบร้อน” พล.อ.อ.ประจิน ระบุ







