
การเป็นนักลงทุน ที่ชาญฉลาด (ตอนที่ 5)
สัปดาห์ที่แล้ว ผมพูดถึงเรื่องข้อดีข้อเสียของการลงทุนด้วยบัญชีเงินกู้เพื่อซื้อขายหุ้น (มาร์จิ้น) คงทำให้เห็นภาพอย่างชัดเจนกันแล้วนะครับ ท่านใดอยากจะใช้บัญชีเงินสดหรือบัญชีมาร์จิ้นในการลงทุน ก็คงจะแล้วแต่วิจารณญาณของท่านเอง อย่างไรก็ตามอย่าพยายามคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าตนเองมีความรู้ความสามารถเข้าใจแล้ว ถึงคุณเองจะมีประสบการณ์การลงทุนมานานระดับหนึ่งแล้วก็ตาม เพราะว่าผลลัพธ์จากการใช้บัญชีประเภทใดในการลงทุน จะสร้างความแตกต่างในผลลัพธ์จากการลงทุนอย่างมหาศาล พิจารณาให้ดีก็แล้วกันนะครับ
สัปดาห์ที่แล้ว ผมพูดถึงเรื่องข้อดีข้อเสียของการลงทุนด้วยบัญชีเงินกู้เพื่อซื้อขายหุ้น (มาร์จิ้น) คงทำให้เห็นภาพอย่างชัดเจนกันแล้วนะครับ ท่านใดอยากจะใช้บัญชีเงินสดหรือบัญชีมาร์จิ้นในการลงทุน ก็คงจะแล้วแต่วิจารณญาณของท่านเอง อย่างไรก็ตามอย่าพยายามคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าตนเองมีความรู้ความสามารถเข้าใจแล้ว ถึงคุณเองจะมีประสบการณ์การลงทุนมานานระดับหนึ่งแล้วก็ตาม เพราะว่าผลลัพธ์จากการใช้บัญชีประเภทใดในการลงทุน จะสร้างความแตกต่างในผลลัพธ์จากการลงทุนอย่างมหาศาล พิจารณาให้ดีก็แล้วกันนะครับ
เอาล่ะ สมมติว่าท่านตัดสินใจได้แล้วว่าจะใช้บัญชีซื้อขายหุ้นประเภทไหนแล้วต่อไปก็คือการเลือกหุ้นกันเสียที ว่าไอ้ที่เลือกแบบวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน มีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้างและแบบเทคนิค ต้องดูกราฟตัวไหน อย่างไร ผมขอเริ่มต้นที่ปัจจัยพื้นฐานก่อนเลยครับ เพราะว่าผมมีความเห็นว่า การที่เลือกหุ้นที่จะลงทุนควรดูจาก TOP DOWN และ BOTTOM UP ทีนี้เราลองมาดูกันครับว่ามันแตกต่างกันอย่างไร
1.TOP DOWN เป็นการวิเคราะห์จากภาพรวมของเศรษฐกิจก่อน โดยจะเริ่มจากเศรษฐกิจโลกเลยยิ่งดี ว่าช่วงนั้นภาวะเป็นอย่างไรบ้าง อย่างเช่นช่วงนี้ เราจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจโลกถ้าแยกเป็นประเภทที่ฟื้นตัวแล้วอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ที่เห็นชัดเจนเลยจากตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวส่งสัญญาณดีมาพักใหญ่แล้ว จากภาวะการว่างงานที่เกิน 9% ลงมาเหลือไม่ถึง 6% และตัวเลขค้าปลีกรวมทั้งราคาบ้านก็ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ไปเมื่อปีที่แล้ว
ปัจจุบัน นักลงทุนยังต้องคอยเงี่ยหูฟังคำพูดของคณะกรรมการเฟดที่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมเป็นรายคน และที่สำคัญที่สุดก็คือคำพูดของคุณเยลเลน ประธานเฟด คนปัจจุบันว่า จะพูดชี้นำอย่างไร แล้วก็เอามาตีความกันว่า คำพูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร โดยพยายามตีความที่จะชี้นำว่า เฟดจะเริ่มมีการขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไร ซึ่งแน่นอนจะมีผลกระทบไม่เพียงแต่ตลาดหุ้นสหรัฐเท่านั้น แต่จะกระเทือนไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก แน่นอนต้องรวมตลาดหุ้นไทยเข้าไปด้วย อีกฝ่ายหนึ่งก็คือกลุ่มที่กำลังฟื้นตัว ซึ่งมีกลุ่มประเทศอียูและญี่ปุ่น ที่ทั้ง 1 กลุ่มประเทศ และ 1 ประเทศ ที่ออกมาตรการคิวอีมาใช้เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมายังย่ำแย่ รวมทั้งภาวะเงินฝืดจากการที่ราคากลุ่มพลังงาน ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงมาค่อนข้างมาก และเห็นว่าสหรัฐเองก็สามารถฟื้นตัวได้จากการที่ใช้มาตรการคิวอี เข้าทำนองมาช้ายังดีกว่าไม่มา
อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่มีการเติบโตในอัตราที่ลดลง โดยมีจีนเป็นหัวโจกใหญ่ จากการที่เคยมีการเติบโตของอัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 8-10% มานานแล้ว จู่ๆ ก็มีการเติบโตที่ลดลงเหลืออยู่ที่ 7% เท่านั้น กลายเป็น NEW NORMAL ที่รัฐบาลจีนกำลังสร้างความเข้าใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก ผมคิดว่าไม่แปลกหรอกครับ ด้วยสภาวะเศรษฐกิจโลกช่วงที่ผ่านมา ที่เติบโตลดลงไปมากหลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่สหรัฐเมื่อปี 2551 บวกกับฐานที่ใหญ่ขึ้นอย่างมาก
จีนจะทำอย่างไรที่จะรักษาการเติบโตของจีดีพีให้ได้ 8-10% โดยช่วงที่ผ่านมาจีนเองก็ได้มีการลงทุนสร้างสาธารณูปโภคไว้มากมายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง รถไฟความเร็วปกติและรถไฟความเร็วสูง จนเป็นประเทศที่มีความยาวของรางรถไฟเป็นอันดับ 4 ของโลกรองจากสหรัฐ (224,792 กม. ข้อมูลปี 2554) ที่มาเป็นอันดับหนึ่ง รัสเซียอันดับสอง (128,000 กม. ข้อมูลปี 2555) อินเดียอันดับสาม (116,000 กม. ข้อมูลปี 2558) และจีน (112,000 กม. ข้อมูลปี 2558) ในสมัยก่อนนั้นอินเดียสร้างทางรถไฟไว้มาก โดยเฉพาะช่วงที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ จีนเองเพิ่งมาเริ่มสร้างเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้เอง กลุ่มสุดท้ายคือประเทศที่มีการเติบโตในอัตราที่ติดลบ ตัวพ่อก็คือรัสเซียที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าปีนี้จะมีการเติบโตของ GDP ที่ -3%
เมื่อดูภาพรวมของเศรษฐกิจโลกแล้วปีนี้ IMF คาดการณ์ว่าจีดีพีโดยรวมจะโต 3.5% ซึ่งปรับการคาดการณ์ลงจากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.8% ส่วนปีหน้าจะโตที่ 3.7% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 4% จากปีที่แล้วอยู่ที่ 3.3% ถึงแม้จะมีการลดการคาดการณ์ลง แต่ก็ยังนับว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังโตอยู่และโตดีกว่าปีที่แล้ว และยังมีความหวังว่าปีหน้าจะยังดีกว่าปีนี้อีก อย่างนั้นนักลงทุนก็ยังพอที่จะคาดหวังผลตอบแทนจากตลาดหุ้นได้ เนื้อที่หมดแล้วรออ่านต่อฉบับหน้ากันนะครับ







