
ปรับพอร์ต ให้ทันเศรษฐกิจ
แม้ว่านักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์จะคาดว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วดูเหมือนว่าจะฟื้นเพียงเล็กๆ เท่านั้น
แม้ว่านักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์จะคาดว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วดูเหมือนว่าจะฟื้นเพียงเล็กๆ เท่านั้น
ล่าสุด องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลงเหลือ ขยายตัว 3.1% ในปีนี้ ซึ่งลดลงจากคาดการณ์การขยายตัวเดือน มี.ค.ที่ 4.% และคาดว่าจะขยายตัว 3.8% ในปี 2559 เมื่อเทียบกับคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 4.3% การขยายตัวที่อ่อนแอ ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนที่ยังซบเซาต่อเนื่อง
“เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะแข็งแกร่งขึ้นในปี 2558 และ 2559 แต่ยังขยายตัวเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตทางการเงินทั่วโลกในปี 2551”
ทั้งนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง แต่การลงทุนซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญยังไม่มีแนวโน้มว่าจะปรับตัวขึ้น” OECD ระบุ
ขณะเดียวกัน ธนาคารโลก โดยอูริช ซาเคา ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า จากรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย 2558 ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวที่ 3.5% เติบโตสูงกว่าในปี 2557 ที่ขยายตัว 0.9% เป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ลดลง รายได้จากการท่องเที่ยวที่สูงขึ้น และการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออกจะขยายตัวอย่างช้าๆ แม้ว่าภาคส่งออกจะได้รับประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปจะมีการฟื้นตัว
ที่ผ่านมาการขยายตัวเฉลี่ยของการส่งออกของไทย ปี 2555-2557 ขยายตัวไม่ถึง 1% อยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน อาทิ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ดังนั้น การเร่งพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ โดยการเพิ่มคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยการลดความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานและจัดโครงสร้างระบบเครือข่ายโรงเรียนให้มีครูที่มีคุณภาพจะทำให้เกิดการเพิ่มทักษะและผลิตภาพของกำลังแรงงาน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
“กิริฎา เภาพิจิตร” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกปีนี้จะเติบโต 0.5% ขณะที่การนำเข้าจะหดตัว 2% และการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานต่ำในปีก่อน แต่ปัจจัยหลักที่ผลักดันการเติบโตน่าจะมาจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน เริ่มฟื้นตัวขึ้น
ในส่วนของการลงทุนภาครัฐเชื่อว่าปีนี้จะเห็นการขยายตัวที่ 13.1% จากปี 2557 อยู่ที่ติดลบ 4.9% โดยมองว่าตอนนี้ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และเห็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่เกิดมากขึ้น ส่วนการลงทุนภาคเอกชนปีนี้มองไว้ที่ 3.1% จากปี 2557 อยู่ที่ติดลบ 2% ซึ่งเชื่อว่าในครึ่งปีหลังสถานการณ์ หรือ ความมั่นใจที่จะเกิดการลงทุนจะกลับมามากขึ้นกว่าครึ่งปีแรก
ด้านค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 33.50 บาท/เหรียญสหรัฐ หากมีแนวโน้มอ่อนค่ามากกว่านี้ อาจส่งผลให้การส่งออกมีโอกาสเติบโตได้มากกว่า 0.5% สำหรับภาวะเศรษฐกิจ ในขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะเริ่มถดถอย แต่การปรับตัวลดลงของอัตราเงินเฟ้อมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งส่งผลดีต่อต้นทุนสำคัญของราคาสินค้าปรับตัวลดลงตาม
ปลัดกระทรวงการคลัง “รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์” กล่าวว่า กระทรวงการคลังยังคงคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไว้ที่ 3.7% แม้ขณะนี้การเบิกจ่ายงบประมาณยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ แต่เชื่อว่าไตรมาส 3-4 จะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน และจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้ในระยะต่อไป และหากค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ 33-34 บาท/เหรียญสหรัฐถึงสิ้นปี จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกมากขึ้น
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้แล้ว เชื่อว่านักลงทุนจะต้องปรับพอร์ตลงทุนใหม่ในครึ่งปีหลัง โดยลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่มีรายได้จากกำลังซื้อในประเทศ เช่น ธนาคารพาณิชย์ และเพิ่มหุ้นที่มีรายได้จากการส่งออก หรือ โหนกระแสเศรษฐกิจโลกที่กำลังขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนจะหาจังหวะไหนในการปรับพอร์ต คาดว่าจะมีโอกาสที่หุ้นรูดลงแรง โดยเฉพาะในเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ หรือหากนักลงทุนคนใดยังไม่เชื่อมั่นในสถานการณ์ผ่านตลาดหุ้น อาจจะนำเงินสดไปพักไว้ในกองทุนรวมประเภทต่างๆ ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงพอสมควรก็เป็นไปได้สูง แต่อย่าปล่อยให้เงินจมอยู่ในรูปเงินฝากของธนาคารพาณิชย์







