posttoday
ปัว

ปัว

03 มิถุนายน 2558

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสมาเยือนเมืองแห่งคำขวัญว่า “ถิ่นผู้กล้าพญาผานอง ท่องอุทยานภูคา ผ้าทอไทยลื้อ เลื่องลือเครื่องเงิน” เป็นเมืองที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวโดยเฉพาะหน้าหนาว ถ้าขึ้นดอยมาชม “ชมพูภูคา” อันเลื่องชื่อแห่งเดียวในโลกจะมีบรรยากาศไม่ต่างจากสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยทีเดียว วันนี้มีเรื่องราวย้อนรอยและสะท้อนภาพอนาคตของเมืองปัวมาฝาก

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสมาเยือนเมืองแห่งคำขวัญว่า “ถิ่นผู้กล้าพญาผานอง ท่องอุทยานภูคา ผ้าทอไทยลื้อ เลื่องลือเครื่องเงิน” เป็นเมืองที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวโดยเฉพาะหน้าหนาว ถ้าขึ้นดอยมาชม “ชมพูภูคา” อันเลื่องชื่อแห่งเดียวในโลกจะมีบรรยากาศไม่ต่างจากสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยทีเดียว วันนี้มีเรื่องราวย้อนรอยและสะท้อนภาพอนาคตของเมืองปัวมาฝาก

อ.ปัว จ.น่าน เริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ. 1825 ภายใต้การนำของพญาภูคา เจ้าเมืองย่าง ต่อมาพญาภูคาได้ส่งขุนนุ่นผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี (เมืองหลวงพระบาง) และขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนคร (เมืองปัว) เจ้าขุนฟองมีพระโอรส 1 พระองค์ นามว่า “เจ้าเก้าเกื่อน” และได้ขึ้นครองเมืองปัวแทน ภายหลังเจ้าเก้าเกื่อนไปครองเมืองย่างแทนปู่ และมอบให้ชายาคือ นางพญาแม่ท้าวคำปิน ซึ่งทรงพระครรภ์อยู่คอยปกครองเมืองปัวแทน เมืองปัวจึงว่างจากผู้นำ

ต่อมาพญางำเมืองเจ้าผู้ครองเมืองพะเยาได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองบ้านเมืองปัว นางพญาแม่ท้าวคำปินได้หลบหนีไปจนคลอดได้บุตรชายชื่อ “เจ้าขุนใส” และนำไปไหว้สาพญางำเมืองที่มีใจรักเอ็นดูรับเลี้ยงดูไว้ ต่อมาสถาปนาให้เป็นเจ้าขุนใสยศครองเมือง ภายหลังได้ยกทัพมาต่อสู้จนหลุดพ้นจากอำนาจเมืองพะเยา แล้วกลับมาเป็นพญาเสวยเมืองวรนคร สถาปนาเป็น “พญาผานอง” และเปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองปัว ต่อมาได้ก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้นที่เนินแล้วอัญเชิญพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ พร้อมอพยพผู้คนจากเมืองปัวลงมาสร้างเมืองใหม่ เรียกว่า “เวียงภูเพียงแช่แห้ง” โดยมีพระธาตุแช่แห้งเป็นศูนย์กลางเมือง “น่าน” จวบจนปัจจุบัน

เมืองปัวมีวัฒนธรรมโบราณที่นักเศรษฐศาสตร์จะต้องคิดคำนึง และควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้อย่างยิ่ง คือ วัฒนธรรม
ผ้าพื้นเมืองไทยลื้อโบราณที่แทบจะไม่หลงเหลือพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยมานั่งกระตุกกี่ให้คนรุ่นหลังได้เห็นกันอีก จากการเข้าสัมภาษณ์ชาวบ้านหมู่บ้านท่าล้อ อ.ปัว ที่กำลังทอผ้ากันอยู่นั้นมีอายุเฉลี่ย 60 ปีเศษๆ วัฒนธรรมผ้าไทยลื้อกำลังจะสูญหายไปพร้อมกับคนรุ่นนั้น เหตุที่คนรุ่นใหม่ไม่สนใจสืบสานวัฒนธรรมประเพณีผ้าทอไทยโบราณเป็นเพราะกว่าจะได้ผ้างามๆ สัก 1 ชิ้น ต้องเสียเวลามากในการขึ้นลายและถักทอ แต่กลับได้ผลตอบแทนผืนละไม่กี่ร้อยบาท

คุณศรินทรวงศ์ไทย บุญศิริวัฒนาศรี แม่ค้าผ้าไทยแห่งร้านปัวนพเก้า บอกว่า ปัจจุบันวัฒนธรรมผ้าไทยลื้อนี้กำลังจะเลือนหายไปในมือของชาวญี่ปุ่นที่มาว่าจ้างชาวบ้านทำผ้าวัฒนธรรมไทยลื้อออกแนวแฟชั่นจำหน่ายไปทั่วโลกในราคาแพงลิบลิ่ว แต่ชาวโลกจะรู้บ้างไหมว่าเป็นลวดลายฝีมือคนไทย ทำไมคนไทยจึงไม่ใช้โอกาสนี้อนุรักษ์และพัฒนาฝีมือผ้าไทยไปไกลสู่ต่างแดน เป็นที่น่าเสียดายหากไร้ซึ่งคนผลิตแล้ว อีกหน่อยชาวญี่ปุ่นอาจคัดลอกลวดลายไทยลื้อให้หุ่นยนต์ทอผ้าออกจำหน่ายทั่วโลก แล้วกลายเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมผ้าจากทั่วโลกก็เป็นได้

เมืองปัวยังเป็นเมืองแห่งเครื่องเงินโบราณที่สวยงามและมีลวดลายโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ดังที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตรัสให้เมืองน่านสร้างเรื่องราวของเงินกับผ้าทอไทยลื้อโบราณให้โดดเด่นสู่สายตาชาวโลก ก็จะช่วยรักษาอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามไว้แก่คนรุ่นหลังได้ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงปูชนียสถานอันเก่าแก่ เช่น วิหารไทยลื้อโบราณแห่งวัดหนองบัว ที่มีภาพเขียนสีฝาผนังโบราณเข้ากับวัฒนธรรม แล้วจัดการเรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นระบบ และวัดปรางค์มี “ต้นดิ๊กเดียม” ภาคกลางเรียกว่า กระเบียน เป็นต้นไม้แปลกหายาก หากเอามือไปสัมผัสลำต้นเบาๆ ใบไม้จะสั่นไหวไปทั้งต้น อายุ 107 ปีแล้ว ปัจจุบันต้นดิ๊กเดียมให้กำเนิดทายาทขึ้นมาให้อนุรักษ์บำรุงรักษาสืบไป

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร