
เจ้าของรถต้องรู้
โดย...วารุณี อินวันนา
โดย...วารุณี อินวันนา
การพัฒนาเทคโนโลยี ไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้เกิดรถรูปแบบใหม่ขึ้นมากมายหลายแบบ อาทิ จักรยานไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า รถสามล้อ รถสำหรับแม่บ้านใช้ขับขี่ไปจ่ายตลาด รถเหล่านี้ถูกนำมาใช้บนท้องถนนมากขึ้น มีคำถามว่ารถต่างๆ นี้จะต้องทำประกันภัยไหม
การประกันภัยภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ.กำหนดให้รถทุกคัน ที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า มอเตอร์ หรือพลังงานอื่นแล้ว ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ถ้าไม่ทำถือว่ามีความผิด ถูกลงโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท
ปัจจุบันมีรถแปลกๆ ออกมา เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แล้วมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ทำให้เกิดความสับสนว่าควรจะจ่ายอย่างไร เช่น รถจักรยานที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าติดอยู่ตัวรถเป็นจักรยาน แต่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์และจักรยานที่มีทั้งที่ถีบและมอเตอร์อยู่ในคันเดียวกัน
รถอีแต๊กที่พอลงท้องนาก็กลายเป็นเครื่องมือการเกษตรที่ประกันภัยจะไม่รับประกันภัย แต่พอขึ้นจากท้องนาเอามาพ่วงสาลี่ กลายเป็นรถโดยสาร ขนผู้โดยสารได้เป็นสิบๆ คน
อาภากร ปานเลิศ ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายสำนักนายทะเบียนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อธิบายว่า ในกรณีจักรยาน หากรถมีประกันไปชนขณะปั่นจักรยาน ให้ถือว่าเป็นการชนผู้เดินทางเท้าจ่ายสินไหมกันไป
แต่ถ้าชนกันระหว่างขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ถือว่ารถชนรถ ถ้ารถจักรยานเป็นฝ่ายผิด เจ้าของรถจักรยานต้องจ่ายสินไหมให้รถเก๋งนะซิบอกให้ ถ้าไม่อยากควักเงินจ่าย เจ้ารถจักรยาน ที่มีมอเตอร์จะต้องทำประกัน พ.ร.บ.
ส่วนรถอีแต๊กถ้าทำประกัน พ.ร.บ.ทำงานอยู่ในท้องทุ่งนา หากเกิดอุบัติเหตุทำให้ผู้อื่นเสียหาย เจ้าของรถต้องจ่ายค่าเสียหายเอง เพราะเป็นเครื่องมือทางการเกษตร บริษัทประกันจะไม่คุ้มครอง หากเกิดอุบัติเหตุขณะพ่วงสาลี่วิ่งบนถนน จะได้รับความคุ้มครองตามประกันภัย พ.ร.บ.
ความคุ้มครองประกัน พ.ร.บ.
1.กรณีบาดเจ็บได้ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 3 หมื่นบาท
2.กรณีสูญเสียอวัยวะจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น 3.5 หมื่นบาท
3.กรณีบาดเจ็บและทุพพลภาพได้เงินชดเชยตามข้อ 1 และข้อ 2 รวมไม่เกิน 6.5 หมื่นบาท
4.กรณีเสียชีวิตจ่ายเกี่ยวกับการจัดการศพ 3.5 หมื่นบาท
5.หากเสียชีวิตภายหลังการรักษาพยาบาลได้เงินชดเชยไม่เกิน 6.5 หมื่นบาท







