posttoday
ไซมิสฯเมินหาพันธมิตร

ไซมิสฯเมินหาพันธมิตร

25 พฤษภาคม 2558

ได้ฤกษ์เปิดตัวผู้กุมบังเหียน ไซมิส แอสเสท คนใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากได้มือเก๋าอย่าง “วิโรจน์ กัปปิยจรรยา” มานั่งแท่นกรรมการผู้จัดการ แทน “ขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ” ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทที่ได้ลาออกไปรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แมกซ์ เมทัล คอร์ปอเรชั่น โดยได้ก่อตั้งไซมิสฯ มานาน 5 ปี สร้างชื่อมาด้วยคอนโดมิเนียม แบรนด์ ไซมิส มุ่งตลาดระดับกลาง รวมไปถึงพัฒนาโครงการแนวราบทาวน์โฮมและโฮมออฟฟิศย่านรามอินทรา

ได้ฤกษ์เปิดตัวผู้กุมบังเหียน ไซมิส แอสเสท คนใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากได้มือเก๋าอย่าง “วิโรจน์ กัปปิยจรรยา” มานั่งแท่นกรรมการผู้จัดการ แทน “ขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ” ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทที่ได้ลาออกไปรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แมกซ์ เมทัล คอร์ปอเรชั่น โดยได้ก่อตั้งไซมิสฯ มานาน 5 ปี สร้างชื่อมาด้วยคอนโดมิเนียม แบรนด์ ไซมิส มุ่งตลาดระดับกลาง รวมไปถึงพัฒนาโครงการแนวราบทาวน์โฮมและโฮมออฟฟิศย่านรามอินทรา

วิโรจน์เคยเป็นอดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท มานาน 5 ปี และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสรับผิดชอบบริหารโครงการแนวสูงให้กับ บริษัท แสนสิริ มานาน 15 ปี

“คุณขจรศิษฐ์ได้ทาบทามผมเพื่อให้มาทำงานที่นี่ถึง 6 ครั้ง ตั้งแต่อยู่แสนสิริ จนย้ายมาอยู่พฤกษา ตัดสินใจมาเริ่มทำงานตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา และตั้งเป้าว่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง เนื่องจากการบริหารงานที่ผ่านมานั้นทำได้ค่อนข้างดี มีระบบการบริหารงานที่โปร่งใส แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมากคือ เรื่องการซื้อที่ดิน จากเดิมเห็นแปลงไหนสวยๆ จะตัดสินใจซื้อรวดเร็ว จากนี้ต้องคำนึงถึงตัวโปรดักต์ด้วยว่าจะพัฒนาเป็นโครงการรูปแบบไหน” วิโรจน์ กล่าว

นโยบายหลักของไซมิสฯนับจากนี้จะเน้นพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่พื้นที่ไข่แดงของ กทม. ที่กระจายไปหลายทำเล ไม่ว่าจะเป็น สุขุมวิท สาทร รวมไปถึงบริเวณนอกเมืองที่กำลังเกิดใหม่ที่ซัพพลายยังมีไม่มากและใกล้ระบบขนส่งมวลชนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีจุดแข็งที่มีทีมผู้บริหารมาจากฤทธาที่เป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นในบริษัท ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนงานก่อสร้าง และตั้งราคาขายที่สามารถแข่งขันกับตลาดได้ รวมถึงเลือกใช้สถาปนิกที่มีสไตล์การออกแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ บริษัท สถาปนิก A49 บริษัท สมดุลอาคิเทค เป็นต้น

นอกจากนี้ จะกำหนดราคาขายให้ต่ำกว่าคู่แข่งในทำเลเดียวกัน 20% พร้อมกับพัฒนาฐานข้อมูลลูกค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด จากปัจจุบันมีอยู่กว่า 1,000 ราย และจะต้องพัฒนาให้ตรงความต้องการของตลาด โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเซ็กเมนต์ระดับกลาง-บน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยในเมือง แต่จะต้องทำอย่างไรไม่ให้เป็นการสร้างฟองสบู่จนยูนิตออกมาเหลือล้น อีกทั้งต้องไม่เน้นไปยังกลุ่มนักลงทุนมากจนเกินไป

“คอนโดในเมืองยังมีความต้องการอยู่ หากผู้ประกอบการสร้างโครงการที่ดี โดยต้องคำนึงถึงทำเล คุณภาพของวัสดุก่อสร้าง ขณะเดียวกันต้องมุ่งบริการหลังการขาย อย่างไรก็มั่นใจว่าลูกค้าก็จะตัดสินใจเลือกเรา” วิโรจน์ กล่าว

สำหรับปีนี้บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการที่เปิดให้ชมห้องตัวอย่างแล้วขณะนี้ ได้แก่ บลอสซั่ม คอนโด แอท แฟชั่น จำนวน 326 ยูนิต มูลค่า 722 ล้านบาท 2.ไซมิส เอ็กซ์คลูซีฟ สุขุมวิท 31 อาคารสูง 21 ชั้น จำนวน 192 ยูนิต ขนาดห้องเริ่มต้น 30 ตารางเมตรขึ้นไป ราคาเฉลี่ย 1.6-1.7 แสนบาท/ตารางเมตร ปัจจุบันมีลูกค้าวางเงินจองแล้ว 100 ยูนิต และลงทะเบียนจองอีกกว่า 100 ยูนิต คาดว่าจะสามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็วภายในวันเดียว เนื่องจากอยู่ในทำเลย่านเอ็มดิสทริคหรือสุขุมวิท ที่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของกลุ่มเดอะมอลล์ โดยจะเปิดขายในช่วงเดือน ก.ค.นี้

3.ไซมิส ควีน ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที สถานีศูนย์การประชุมสิริกิติ์ จำนวน 343 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,470 ล้านบาท เปิดขายไตรมาส 3

4.ไซมิส บลอสซั่ม แอท แฟชั่น จำนวน 184 ยูนิต มูลค่าโครงการ 938 ล้านบาท และ 5.บลอสซั่ม คอนโด แอท สาทร-เจริญราษฎร์ ตรงทางด่วนทางลงถนนจันทน์ สูง  8 ชั้น 5 อาคาร จำนวน 936 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,793 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 7.5 หมื่นบาท/ตารางเมตร มูลค่าโครงการ 2,793 ล้านบาท เปิดขายไตรมาส 4 ปีนี้

พร้อมกันนี้ยังได้ซื้อที่ดินเพื่อรองรับการพัฒนาในปี 2559 อีก 3 แปลง ได้แก่ ไซมิส อ่อนนุช (ซอยสุขุมวิท 71) ใกล้รถไฟฟ้าสถานีอ่อนนุช จำนวน 322 ยูนิต มูลค่า 2,000 ล้านบาท และที่ดินเปล่าเพื่อเตรียมพัฒนาอีกอย่างน้อย 2 โครงการ

“การที่บริษัทจะรุกทำตลาดแนวสูงมากในปีนี้ ถือเป็นการสวนกระแสตลาดที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะหันมาบุกตลาดแนวราบ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่มีการฟื้นตัวเท่าที่ควร แต่ด้วยทำเลที่บริษัทเชื่อว่าจะเป็นโอกาสสำคัญในการทำโครงการแนวสูงได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแต่ละปีบริษัทจะเตรียมงบลงทุนซื้อที่ดินทำเลทองประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท” วิโรจน์ กล่าว

สำหรับปีนี้บริษัทคาดว่าจะมียอดขาย 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มี 2,000 ล้านบาท และมีแผนในระยะ 3 ปีข้างหน้า ที่จะทำให้ยอดขาย 5,000 ล้านบาท กลับมาเป็นรายได้ทั้งหมดทุกปีต่อเนื่อง จากในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ 1,500-1,700 ล้านบาท   

“ปีนี้มีมูลค่างานก่อสร้างกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท และมีสินค้าขายรอรับรู้รายได้หรือแบ็กล็อก  4,500 ล้านบาท แม้ว่าช่วง 2 ปีจากนี้ จะไม่มีงานก่อสร้างใดที่แล้วเสร็จก็ตาม นอกจากนี้ ยังซื้อที่ดินเพิ่มอีกปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท” วิโรจน์ กล่าว

ทั้งนี้ การที่บริษัทรุกตลาดคอนโด ปีนี้ ถือว่าสวนกระแสตลาดที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เน้นรุกบ้านแนวราบเพื่อป้องกันความเสี่ยงในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร แต่ด้วยทำเลที่ดี ทำให้เชื่อมั่นว่าการพัฒนาคอนโดยังสามารถทำได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในเวลานี้บริษัทไม่มีแนวคิดที่จะเข้าควบรวมกิจการกับบริษัทพัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่หรือเล็ก เพื่อให้กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เพราะประเมินแล้วว่ายังเติบโตและขยายการลงทุนได้ด้วยตนเองได้ 

วิโรจน์ กล่าวว่า การพัฒนาโครงการในช่วง 5 ปีนับจากนี้ จะไม่เน้นพัฒนาโครงการในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นหัวเมืองท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต หรือเมืองเศรษฐกิจ อย่าง ชลบุรีและระยอง เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังยึดติดกับที่อยู่อาศัยแนวราบ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์

สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจ ในช่วงครึ่งปีหลังนั้นเชื่อว่าจะปรับตัวได้ดีขึ้น เนื่องจากเริ่มเห็นความชัดเจนของรัฐบาลในการอัดฉีดเงินงบประมาณ โดยเฉพาะการก่อสร้างงานสาธารณูปโภค โครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ และส่วนต่อขยาย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อได้อย่างมาก

ขณะเดียวกัน ด้านสถาบันการเงิน อย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 2 แห่ง ได้เริ่มนำร่องลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อขานรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เชื่อว่าจะะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวขึ้น อีกทั้งยังทำให้เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งเอื้อให้ภาคธุรกิจส่งออกสามารถส่งออกได้ง่ายขึ้นและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้

นี่คือมุมมองของผู้ประกอบการที่เชื่อว่าตลาดคอนโดยังมีดีมานด์ หากสามารถพัฒนาสินค้าได้ตอบโจทย์ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร