
เงินออม งอกเงย ด้วยการลงทุน
มีเรื่องน่าสนใจอยู่หนึ่งเรื่อง ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ให้แก่ท่านผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย
โดย...ธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน
มีเรื่องน่าสนใจอยู่หนึ่งเรื่อง ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ให้แก่ท่านผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย และเป็นเรื่องที่เพื่อนๆ สถาบันพระปกเกล้าและที่สถาบันวิทยาการตลาดทุนมักจะถามผมอยู่เสมอว่า ทำอย่างไร ธนาคารออมสินถึงเป็นธนาคารของรัฐที่มีเงินฝากสูงสุดของประเทศไทยในปัจจุบัน
ผมจะตอบด้วยความภูมิใจอยู่เสมอว่า การส่งเสริมการออมและสร้างวินัยทางการเงินเป็นพันธกิจหลักข้อหนึ่งของธนาคารออมสินอยู่แล้ว โดยธนาคารออมสินเองได้มีการส่งเสริมการออมและวินัยทางการเงินให้แก่กลุ่มลูกค้าของธนาคารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าฐานราก ด้วยการจัดอบรมและจัดส่งพนักงานไปให้ความรู้การวางแผนทางการเงิน (Financial Literacy) ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับลูกค้าตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์เงินฝาก เพื่อส่งเสริมการออมและการสร้างวินัยการออมให้กับลูกค้าทั้งกลุ่มเด็ก เยาวชน และกลุ่มลูกค้าฐานรากอีกด้วย ส่งผลให้ ณ สิ้นปี 2557 ธนาคารออมสินมียอดเงินฝากทั้งสิ้น 1,952,504 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73,079 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.9% จากสิ้นปี 2556
คอลัมน์ที่แล้ว ผมได้พูดถึงปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนของไทย โดยได้กล่าวถึงวิธีการแก้ไขปัญหาในระยะยาวข้อหนึ่งว่า เราควร
ส่งเสริมความรู้ทางการเงินภาคครัวเรือนให้มากขึ้น เพื่อสร้างวินัยทางการเงินด้วยการทำบัญชีครัวเรือน ซึ่งจะทำให้รับรู้และเข้าใจรยรับและรายจ่ายภายในครัวเรือนอย่างแท้จริง และจะช่วยลดความต้องการที่เกินความจำเป็น ลดปัญหารายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการก่อหนี้และทำให้เกิดการออมในภาคครัวเรือนได้
ส่วนในคอลัมน์นี้ ผมจะพูดต่อเนื่องซึ่งมีแนวคิดว่าเมื่อสามารถออมเงินได้เป็นประจำแล้ว เราจะมีวิธีการบริหารเงินออมอย่างไรให้งอกเงยมากยิ่งขึ้น และสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินออมให้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับจากธนาคาร ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ย ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 0.5% ต่อปีเท่านั้น ซึ่งบางท่านคงรู้สึกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับมันน้อยเหลือเกิน และหากนำไปเปรียบเทียบกับตัวเลขคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 2558 ของกระทรวงพาณิชย์ที่อยู่ในช่วง 0.6-1.3% อาจส่งผลทำให้เงินที่เราออมนั้นด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ
แต่ผมมีเคล็ดลับที่จะทำให้ท่านมีความสุขในการออมเงิน โดยได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินและสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้อย่างสบายๆ นั่นก็คือ นำเงินที่คุณออมมาลงทุน ซึ่งการลงทุนนั้นมีอยู่หลายทางเลือก เช่น การฝากเงินในสถาบันการเงิน การลงทุนในทรัพย์สินที่จับต้องได้ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ภาพวาด หรือแสตมป์ และการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่างๆ เช่น หุ้น พันธบัตร หรือตราสารทางการเงิน รวมทั้งการลงทุนในกองทุนรวม โดยผู้ลงทุนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนประเภทนั้นๆ ที่ดีพอและต้องอยู่บนความเสี่ยงที่สามารถรับได้
การลงทุนใดที่มีความเสี่ยงสูง ย่อมคาดหวังผลตอบแทนที่ต้องการสูงขึ้น ดังคำที่ว่า High Risk High Expected Return และในทางกลับกัน การลงทุนใดที่มีความเสี่ยงต่ำย่อมคาดหวังผลตอบแทนต่ำ แต่ถ้าท่านไม่มีความรู้ความชำนาญเพียงพอ ก็สามารถลงทุนในรูปแบบกองทุนรวมประเภทต่างๆ ซึ่งซื้อขายได้ทุกวันทำการ โดยจะมีผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญคอยคัดเลือกการลงทุนตราสารประเภทต่างๆ รวมถึงการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมตามแต่ระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนสามารถรับได้ โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลและกำไรส่วนเกินจากการขายกองทุน นอกจากนี้ กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ยังได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีอีกด้วย ซึ่งเมื่อคำนวณอัตราภาษีที่ได้รับลดหย่อน รวมกับผลตอบแทนที่ได้รับก็นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากครับ
ก่อนที่เราจะทำให้เงินออมงอกเงยด้วยการลงทุน เราจะต้องมีการวางแผนครับ นั่นก็คือกลยุทธ์ ที่จะทำให้เราลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยการทำ Asset Allocation (การจัดพอร์ตการลงทุนหรือการจัดสรรสินทรัพย์ในการลงทุน) ซึ่งเป็นการแบ่งพอร์ตโฟลิโอการลงทุนทั้งหมดออกเป็นส่วนๆ เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท เนื่องจากสินทรัพย์ที่แตกต่างกันย่อมให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันและจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและภาวะของตลาดในขณะนั้นๆ ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การทำ Asset Allocation จึงเป็นกลยุทธ์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงที่สุดในช่วงเวลานั้นๆ พร้อมกับช่วยลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดและจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาวให้กับผู้ลงทุนได้ ซึ่งผมมีตัวอย่างการทำ Asset Allocation ที่แบ่งตามระดับความเสี่ยงเป็น 3 กรณี ดังนี้
1) กรณีรับความเสี่ยงได้ต่ำ พอร์ตการลงทุนอาจประกอบด้วย เงินฝากและตราสารหนี้ 75% ตราสารทุน 15% กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 10%
2) กรณีรับความเสี่ยงได้ปานกลาง พอร์ตอาจประกอบด้วย ตราสารทุน 40% เงินฝากและตราสารหนี้ 40% กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 15% การลงทุนทางเลือก 5
3) กรณีรับความเสี่ยงได้สูง พอร์ตอาจประกอบด้วย ตราสารทุน 70% กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 15% การลงทุนทางเลือก 10% เงินฝากและตราสารหนี้ 5% โดยแต่ละกรณีท่านสามารถปรับน้ำหนักการลงทุนในแต่ละประเภทได้ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) ของแต่ละบุคคล เช่น ในกรณีที่ 3 หากท่านรับความเสี่ยงได้ในระดับที่สูง อาจจะเลือกลงทุนในตราสารทุนที่เป็นหุ้นรายตัว มากกว่ากองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงก็ได้
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญในการลงทุนที่ดีคือ ท่านต้องทบทวนพอร์ตการลงทุนเสมอหรืออย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อไตรมาส หรือเมื่อมีเหตุการณ์ใดๆ ที่สำคัญที่จะกระทบและทำให้การลงทุนไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ โดยในคอลัมน์ต่อไป ผมจะแนะนำรูปแบบการลงทุนที่น่าสนใจ
(Investment Theme) ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับท่านในการบริหารการออมและการลงทุนให้มีประสิทธิภาพและได้รับผลตอบแทนตามที่ต้องการได้ และอยากฝากเรียนย้ำว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ท่านต้องระมัดระวังและอย่าลืมยึดหลักความปลอดภัย (Conservative) ด้วยครับ







