
ดัชนีหุ้นวันที่ 14 พ.ค. ปิดลบ 6.70 จุด
หุ้นปิดตลาดภาคเช้า ดัชนีผันผวน ที่ระดับ 1,489.25 จุด ลดลง 6.70 จุด หรือ 0.45% มูลค่าการซื้อขาย 17,291.58 ล้านบาท
หุ้นปิดตลาดภาคเช้า ดัชนีผันผวน ที่ระดับ 1,489.25 จุด ลดลง 6.70 จุด หรือ 0.45% มูลค่าการซื้อขาย 17,291.58 ล้านบาท
ตลาดหุ้นวันที่ 14 พ.ค. ดัชนีหุ้นผันผวน บวกสลับลบ โดยแรงขายในหุ้นธนาคารพาณิชย์ยังเป็นตัวกดดันดัชนีหุ้นไทย และมาปิดตลาดที่ระดับ 1,489.25 จุด ลดลง 6.70 จุด หรือ 0.45% มูลค่าการซื้อขาย 17,291.58 ล้านบาท
5 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด
1.TRUE ปิดที่ 11.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 1.80% มูลค่าการซื้อขาย 1,391 ล้านบาท
2.KTB ปิดที่ 19.40 บาท ลดลง 0.40 บาท หรือ 2.02% มูลค่าการซื้อขาย 1,048 ล้านบาท
3.TASCO ปิดที่ 13.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ 2.26% มูลค่าการซื้อขาย 916 ล้านบาท
4.CPALL ปิดที่ 44.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.56% มูลค่าการซื้อขาย 721 ล้านบาท
5.SCB ปิดที่ 160.50 บาท ลดลง 3 บาท หรือ 1.83% มูลค่าการซื้อขาย 696 ล้านบาท
บล.เคที ซีมิโก้ ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องภายในกรอบแนวรับ 1,485-1,480 จุด แนวต้าน 1,500-1,510 จุด ตลาดหุ้นโลกยังมีแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐ มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น ขณะที่รายงานเศรษฐกิจของเยอรมนี และสหรัฐออกมาต่ำกว่าคาด กดดันตลาดหุ้นยุโรป ส่วนรายงานผลกำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ไตรมาสแรกทยอยประกาศ จะส่งผลเชิงลบรายหลักทรัพย์ และน่าจะมีการขายทำกำไรในหุ้นที่ผลกำไรออกมาแย่กว่าคาดการณ์หรือเป็นไปตามคาดการณ์
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ ถือเงินสด รอดูแนวรับถัดไป บริเวณ 1,460-1,450 จุด หากยืนได้ แนะเก็งกำไรสั้น
บล.ทิสโก้ ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในทิศทางขาลง ขาดปัจจัยบวกใหม่ และผลประกอบการไตรมาสแรกของบจ. เป็นปัจจัยขับเคลื่อนราคาหุ้นเฉพาะตัว ซึ่งค่อนข้างกระจัดกระจาย มองกรอบแนวรับที่ 1,480 จุด และแนวต้านที่ระดับ 1,500 จุด
ทั้งนี้ การทบทวนของดัชนี MSCI ไม่มีหุ้นไทยถูกเพิ่มหรือดึงออก สำหรับ Global Standard Index แต่สำหรับ Small Cap. Index มีหุ้นไทยเข้า 14 ตัว ออก 2 ตัว มีผล 1 มิ.ย. นี้ เป็นต้นไป
ฝ่ายวิจัยยังมีมุมมองว่าไตรมาส 2 นี้ ดัชนีหุ้นอยู่ในทิศทางขาลง และผลประกอบการบจ.ไตรมาสแรกที่ทยอยออกมาบ่งชี้แนวโน้มกำไรยังอ่อนแอ และประมาณการเสี่ยงถูกหั่นลงอีก ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ปรับพอร์ตถือเงินสดให้มากขึ้น รอจังหวะเข้าสะสม เมื่อดัชนีปรับฐานบริเวณ 1,400-1,480 จุด เพราะเป็นจุดรับที่มีนัยสำคัญในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา







