posttoday
อินสแตนท์บิสแตกธุรกิจ คลังสินค้าออนไลน์

อินสแตนท์บิสแตกธุรกิจ คลังสินค้าออนไลน์

13 พฤษภาคม 2558

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

ในประเทศไทยเทรนด์การขายของออนไลน์เริ่มเข้ามาเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยทำงานที่ต้องการหาอาชีพเสริม รวมไปถึงคนที่ไม่ต้องการเป็นลูกจ้าง โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ คาดการณ์ว่า ในปี 2559 มูลค่าตลาดอีคอม เมิร์ซของไทยจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 2.3 แสนล้านบาท

สืบศักดิ์ ลิ่วลักษณ์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท อินสแตนท์ บิส กล่าวว่า มองเห็นเทรนด์ออนไลน์ที่เริ่มมีคนสนใจเข้ามาซื้อขายออนไลน์มากขึ้น แต่ประสบปัญหาเรื่องสินค้าและการขนส่ง ดังนั้น จึงวางตำแหน่งทางการตลาดของบริษัทเป็นศูนย์กลางของระบบจัดเก็บและกระจายสินค้า เพื่อช่วยทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ทำงานสะดวกมากขึ้น

“รูปแบบการทำงานของเรา คือให้เจ้าของสินค้านำสินค้าที่ต้องการวางขายในช่องทางออนไลน์ มารวมไว้ที่คลังสินค้าส่วนกลาง จากนั้นเมื่อมียอดออร์เดอร์สั่งจองเข้ามาจากทางตัวแทนขายสินค้า ทางอินสแตนท์จะเป็นคนจัดส่งสินค้าให้กับทางลูกค้า โดยจะคิดค่าขนส่งกับทางเจ้าของสินค้าออร์เดอร์ละ 70 บาทต่อการส่ง เพราะเรายังต้องพึ่งพาระบบขนส่งของไปรษณีย์ไทยที่รองรับลูกค้าท้องถิ่นได้ทั่วประเทศ” สืบศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ สินค้าในระบบกว่า 80% ยังคงเป็นกลุ่มเครื่องสำอางและสินค้าแฟชั่น เพราะถือว่าเป็นสินค้าที่มีราคาไม่สูง และได้รับการยอมรับในช่องทางการซื้อขายแบบออนไลน์ แต่จะเป็นธุรกิจที่มีขนาดกลางหรือเอสเอ็มอี โดยตอนนี้มีสินค้าจำนวน 14 แบรนด์ในระบบ และตั้งเป้าจะมีตัวแทนจำหน่าย 1 หมื่นคน/เดือน

“เรากล้าการันตีว่าเป็นผู้ให้บริการทางธุรกิจแบบดร็อปชิป ครบวงจรรายแรกในไทย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการขายแบบกำหนดแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่เราไม่จำกัดว่า 1 ตัวแทนจะขายสินค้า กี่แบรนด์ ขอแค่บริหารจัดการและมียอดการสั่งซื้อเข้ามาวันละ 1 ครั้ง หรือจะเข้าระบบเพื่อสั่งซื้อใช้งานเองก็ยังได้” สืบศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ การนำเฟซบุ๊กและไลน์มาใช้เป็นช่องทางการขายของออนไลน์แบบบีทูซีมีมากถึง 60-80% จนแม้แต่ทีมบริหารของ เฟซบุ๊กเองยังสงสัยว่าทำไมคนไทยนิยมใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการทำตลาดออนไลน์ เพราะมีเพจใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน และเว็บไซต์กลายเป็นเพียงสโตร์ที่ใช้สำหรับเช็กความน่าเชื่อถือของแบรนด์

“สินค้าที่เลือกเข้ามาวางขายในระบบจะต้องเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย มีใบรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) และมีดาราเป็นพรีเซนเตอร์ เพราะสินค้า ที่ผ่านการรับรองเหล่านี้จะมีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง ซึ่งทางเราเองก็ต้องยื่นเอกสารจดทะเบียนเพื่อยืนยันความน่าเชื่อถือและการันตีแบรนด์ว่านำสินค้าเหล่านี้เข้ามาขายอย่างเป็นทางการอีกรอบหนึ่งเช่นกัน” สืบศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทยังทุ่มงบสำหรับช่องทางการตลาด 30 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและมีความน่าเชื่อถือในตลาด รวมทั้งนำไปบริหารจัดการในส่วนของการเทรนนิ่ง เพื่อต่อยอดข้อมูล การตลาดสำหรับคนซื้อและขายออนไลน์รุ่นใหม่ให้มีความเข้าใจ ในระบบมากขึ้น

“ด้วยประสบการณ์ของการเป็นวิทยากรมา 7 ปี ผมเชื่อว่าการอบรมและให้ข้อมูลกับตัวแทนจะเป็นกลยุทธ์ทำตลาดที่ยั่งยืนที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ซื้อและ ผู้ขายต่างก็ต้องการเทคนิคใหม่ๆ ไปปรับใช้ในการทำงาน ซึ่งเทคนิคการขายของแบบเราไม่ใช่ขายตรงแบบธุรกิจเครือข่าย แต่เป็นธุรกิจออนไลน์สำเร็จรูปที่ยังไม่เคยมีมาก่อนเท่านั้น” สืบศักดิ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร