
5ปีบจ.ลงทุน2ล้านล.
“5 ปี บจ.ไทยลงทุน 2.56 ล้านล้านบาท มองตลาดทุนเป็นตัวช่วยขยายการลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและเตรียมรับเออีซี”
“5 ปี บจ.ไทยลงทุน 2.56 ล้านล้านบาท มองตลาดทุนเป็นตัวช่วยขยายการลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและเตรียมรับเออีซี”
ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยกว่า 90% มีมูลค่ารวมการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Capex) ย้อนหลัง 5 ปี (2553-2557) มูลค่าลงทุนทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาด หลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) 2.56 ล้านล้านบาท จาก SET 2.51 ล้านล้านบาท และ mai 4.35 หมื่นล้านบาท โดยลงทุน SET มากสุด คือธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อาหารและเครื่องดื่ม ตามลำดับ แต่หมวดธุรกิจที่มีการเพิ่มขึ้นช่วง 2 ปีที่ผ่านมามากที่สุดคือ กลุ่มวัสดุก่อสร้างและเทคโนโลยี
นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ให้มุมมองว่า ธุรกิจเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องของการขยายการลงทุนในโครงการ 3จี และอนาคตที่จะเกิด 4จี ขณะที่หมวดวัสดุก่อสร้าง รวมถึงกลุ่มขนส่งหรือระบบโลจิสติกส์ต่างๆ ด้วย เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนว่ามีการขยายการลงทุนไปตามต่างจังหวัดมากขึ้น ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งก็เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ขณะที่ธุรกิจพลังงานเป็นกลุ่มที่มีการลงทุนสูงสุดอาจเป็นเรื่องปกติ เพราะโดยหลักในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนี้มักใช้เงินลงทุนสูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทในเครือ ปตท. (PTT) ที่การลงทุนแต่ละโครงการมีมูลค่าสูง
ทั้งนี้ ยังมองว่ามีปัจจัยอื่นเป็นส่วนประกอบด้วย เช่น 2 ปีที่ผ่านมาทุนของ บจ.มีความเข้มแข็งมาก เพราะมีการลดอัตราการเสียภาษีนิติบุคคลลดลงจนปัจจุบันเหลือ 20% ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยก็อยู่ในระดับต่ำมาโดยตลอด จึงเป็นปัจจัยทำให้ บจ.ตัดสินใจขยายการลงทุนมากขึ้น
นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการ mai กล่าวว่า 5 ปีที่ผ่านมา บจ.mai มีการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรทั้งหมด 4.35 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการใช้งบลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาโดยตลอด ในปี 2553 อยู่ที่ 1,472 ล้านบาท ปี 2554 ที่ 3,289 ล้านบาท ปี 2555 ที่ 5,178 ล้านบาท และมาก้าวกระโดดปี 2556 ที่ 1.62 หมื่นล้านบาท และปี 2557 ที่ 1.73 หมื่นล้านบาท
ตัวเลขลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดมากใน 2 ปีหลัง โดยหลักมาจากกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากรที่เป็นกลุ่มธุรกิจพลังงานทางเลือก 3 แห่ง คือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) และบริษัท ทีพีซี เพาเวอร์โฮลดิ้ง (TPCH) รวมกันก็กว่า 2.05 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการธุรกิจนี้เห็นความสำคัญในการใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือทางการเงินในการขยายธุรกิจ เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง การกู้จากสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียวสภาพคล่องของบริษัทไม่น่าเพียงพอ
นายประพันธ์ กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ mai ก่อตั้งมาเป็นเวลา 16 ปี มีมูลค่าการระดมทุนทั้งหมด 6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นจากการระดมทุนที่เสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) 3 หมื่นล้านบาท และระดมทุนในตลาดรองโดยใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นอีก 3 หมื่นล้านบาท ถือว่า mai มีความเข้มแข็งและเป็นที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้บริษัทขนาดกลางและเล็ก







