
ปั้นแหลมฉบังฮับเรือสำราญ
สทท.ชง กรอ.ผุด ท่าเทียบเรือสำราญแบบโฮมพอร์ตดันเป็นฮับเชื่อมอาเซียน จี้รัฐเร่งลงทุนหวั่นถูกพม่าแซง
สทท.ชง กรอ.ผุด ท่าเทียบเรือสำราญแบบโฮมพอร์ตดันเป็นฮับเชื่อมอาเซียน จี้รัฐเร่งลงทุนหวั่นถูกพม่าแซง
นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า สทท.เตรียมเสนอ 2 แผนพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยว ได้แก่ 1.การสร้างท่าเทียบเรือสำราญ แบบโฮมพอร์ต และ 2.แผนพัฒนาบ่อน้ำพุร้อน จ.ระนอง กระบี่ และเชียงใหม่ เป็นเมืองสปา ต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งต่อไป ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์
จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ รองรับการเปิดเสรีอาเซียนและการเติบโตของนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติในอนาคต
ทั้งนี้ แผนการก่อสร้างท่าเทียบเรือสำราญ แบบโฮมพอร์ต มีความครบวงจรเรื่องสาธารณูปโภค ความบันเทิง สถานที่ช็อปปิ้งไว้ในที่เดียวกัน พร้อมผลักดันให้โฮมพอร์ตของไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การเดินทางเชื่อมต่อทางเรือสำราญไปยังประเทศอื่นในอาเซียน โดยใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือสำราญ เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย พร้อมใช้เรือสำราญเดินทางเชื่อมต่อไปยังเส้นทางอื่นๆ ในแถบอาเซียน
สำหรับสถานที่ก่อสร้างท่าเทียบเรือสำราญ เบื้องต้นได้ศึกษาพื้นที่แหลมฉบัง ภูเก็ต กระบี่ โดยเฉพาะพื้นที่แหลมฉบัง ถือเป็นสถานที่เหมาะสมและมีศักยภาพสูงสุด เพราะอยู่ใกล้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งรัฐมีแผนพัฒนาเป็นท่าอากาศยานนานาชาติในอนาคต นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางลงเรือได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
ปัจจุบัน ไทยมีท่าเทียบเรือสำราญรองรับการเดินทางเฉลี่ย 1,000-1,500 คน/ครั้งเท่านั้น ไม่มีท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ที่มีความครบวงจร ในระดับความจุ 2,000-3,000 คน/ครั้ง ทำให้เสียโอกาสที่จะรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเรือสำราญขนาดใหญ่ ซึ่งมีกำลังซื้อสูงเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตการต่อเรือสำราญมีแนวโน้มลำใหญ่ ความจุในการเดินทางต่อครั้งเพิ่มขึ้น ขณะนี้สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ได้พัฒนาท่าเทียบเรือนำหน้าไทย หากไม่เร่งลงทุนก่อสร้างไทยอาจถูกพม่าแซงหน้าได้ โดยแผนพัฒนาดังกล่าวต้องมีความพร้อมด้านสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) รองรับการตรวจนักท่องเที่ยวอย่างเพียงพอด้วย โดยไทยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวเรือสำราญเดินทางเข้ามาเฉลี่ย 1 แสนคน/ปี หากสร้างท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ครบวงจร เชื่อว่าตลาดจะเติบโตได้กว่าเท่าตัว
นายอิทธิฤทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้จะเสนอให้พัฒนาบ่อน้ำพุร้อน จ.ระนอง กระบี่ และเชียงใหม่ เป็นเมืองสปา แอนด์ เวลเนส พร้อมปรับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวให้ 3 จังหวัดดังกล่าวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพิ่มความหลากหลายทางเลือกด้านสินค้าทางการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งมองว่ากลุ่มสินค้ารักษาสุขภาพจะเป็นกระแสความนิยมอีกยาวนาน







