
‘พงษ์ดิษฐ พจนา’ ทำงานทุกเรื่องเต็มที่เกิน 100%
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
โดย...ประลองยุทธ ผงงอย
“พงษ์ดิษฐ พจนา” ปัจจุบันวัย 59 ปี นั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2556 ประวัติการศึกษาจบระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และจบวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิศวกรรมโยธา ที่สถาบันเทคโนโลยีจอร์เจียจากสหรัฐ
มีประสบการณ์การทำงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นเวลากว่า 30 ปี และนั่งตำแหน่งสำคัญๆ เช่น งานวิศวกรรมบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าพลังน้ำ งานด้านวางแผนและวิศวกรรมบำรุงรักษาโยธา ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายแผนวิสาหกิจ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม และรองผู้ว่าการกิจการสังคม ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งเอ็มดี RATCH
การทำงานที่ กฟผ.กับ RATCH แตกต่างกัน ที่ กฟผ.จะมีแผนงานกำหนดชัดเจนต้องดำเนินการตาม คือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่กำหนดกรอบรายละเอียด อาทิ จำนวนโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง ตามกรอบเวลาที่กำหนด จากนั้นจะกระจายงานไปให้หน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ ภาพการทำงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจ รวมถึง กฟผ.ไม่ต้องคิดแผนการทำงานเอง มีหน้าที่เพียงรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งต้องคิดเทคนิคกลยุทธ์การทำงานเอง จึงไม่มีประเด็นการทำงานที่ท้าทายมากเมื่อเทียบกับองค์กรเอกชน
ขณะที่การเข้ามาทำงานกับ RATCH จะกลับข้างกันเพราะไม่มีคำสั่งหรือแผนการทำงานที่ชัดเจนมาตีกรอบทำงาน แผนงานขึ้นอยู่กับการจินตนาการของผู้บริหาร ฟังดูเหมือนง่าย แต่มีความยากเพราะจะมีผู้เฝ้าติดตามจับตาการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง คือผู้ลงทุนหรือเจ้าของ ทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่คือ กฟผ. รวมถึงผู้ลงทุนอื่นๆ
“การทำงานในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ผู้ถือหุ้นไม่ได้ให้โจทย์มา แต่จะจับตาดูผู้บริหารตลอดเวลาว่าการจะสร้างมูลค่าเพิ่มนั้นมีแผนงานจะทำอะไรบ้าง ถือเป็นแรงกดดันที่ต่างกัน เพราะทำงานกับ กฟผ.ที่มีโจทย์หรือแผนกำหนดมาจะง่ายกว่าที่ต้องมาทำแผนงานเอง ความยากคือต้องจินตนาการว่าจะทำอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ถือหุ้น แต่ความจริงคือสิ่งที่จินตนาการจะทำได้สำเร็จด้วยหรือไม่ภายใต้กรอบเวลา เพราะความคาดหวังมีขีดจำกัดภายใต้กรอบเวลา”
ดังนั้น งานภาคเอกชนกับ บจ.จึงเป็นความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานที่องค์กรรัฐวิสาหกิจ อีกทั้งช่วยเสริมสมรรถนะให้ผู้บริหารมีความแข็งแกร่งขึ้น มีโอกาสได้ใช้ความคิดจินตนาการเพื่อตัดสินว่าจะทำหรือไม่ทำในเรื่องนั้น การทำงานจึงมีความอิสระคล่องตัว การทำงานมีความยืดหยุ่นมากกว่า ซึ่งเป็นข้อดีของการทำงานภาคเอกชน
นอกจากนี้ หากผู้บริหารภาคเอกชนเปิดรับความคิดจินตนาการ นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ จากบุคลากรระดับล่างขึ้นมา สามารถจะนำมาใช้สร้างประโยชน์ได้มาก
“ส่วนตัวผมการทำงานแม้เมื่อวานเคยพูดว่าเรื่องนี้ต้องเป็นแบบนี้ แต่เมื่อกลับบ้านแล้วคิดอะไรได้ใหม่ก็พร้อมเปลี่ยนความคิดเดิม หรือหากทีมงานมาบอกว่าสิ่งที่ผมเคยพูดเขานำกลับไปทบทวนแล้วมีทางเลือกที่ดีกว่าก็พร้อมจะเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ผมคิดว่าการทำงานต้องมีความยืดหยุ่นขึ้นกับคณะผู้บริหารองค์กรมีนโยบายทำงานที่ยืดหยุ่น ไม่อยู่ในกรอบจะทำให้สร้างการเติบโตให้บริษัทได้ดีมากๆ”
ส่วนปรัชญาที่ใช้ในการทำงาน คือ ทุกๆ เรื่องทำให้เกิน 100% ที่เหลือเป็นรายละเอียดปลีกย่อย เช่น หากได้รับมอบหมายโจทย์ ต้องพยายามค้นหาทางเลือก หาข้อมูลและอื่นๆ ให้ได้มากกว่าความคาดหวังของผู้บังคับบัญชา และสามารถทำงานเสร็จด้วยความรวดเร็วเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะภาคเอกชนที่แข่งกันในเรื่องนี้สูง
ขณะที่จุดแข็งของ RATCH คือ มีบริษัทแม่ที่ถือหุ้นใหญ่และมีชื่อเสียงอย่าง กฟผ. รวมถึงบริษัทมีเงินทุนจำนวนมากที่พร้อมลงทุนขยายกิจการ ส่วนจุดอ่อนคือบุคลากรส่วนใหญ่มาจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทำให้ Business mind set รวมถึงความเร็วในการทำงาน รวมถึงเครือข่ายหมายถึงพันธมิตร คู่ค้าที่ยังไม่ดีมากพอ และอีกข้อคือการตัดสินใจแบบค่อนข้างอนุรักษนิยม ซึ่งธุรกิจต้องมีความกล้าได้กล้าเสียอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง หากรอให้ทุกเรื่องที่ตัดสินมีความแน่นอนแบบระบบราชการอาจทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจได้ ทำให้การเติบโตมีข้อจำกัด รวมถึงเรื่องบุคลากรและการกระจายแผนงานไปสู่ภาคปฏิบัติ ต้องใช้เวลาในการปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป







