
น้ำมัน 58 เหรียญสหรัฐคนไทยลดภาระเป็นแสนล้าน
สิ่งที่ประชาชนและนักลงทุนติดตามมากที่สุดในขณะนี้คือ ราคาน้ำมันจะไปถึงไหน เพราะมีผลกับต้นทุนและเงินในกระเป๋าอย่างแท้จริง
สิ่งที่ประชาชนและนักลงทุนติดตามมากที่สุดในขณะนี้คือ ราคาน้ำมันจะไปถึงไหน เพราะมีผลกับต้นทุนและเงินในกระเป๋าอย่างแท้จริง
ล่าสุด สุกฤตย์ สุรบถโสภณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินถึงแนวโน้มและสถานการณ์ของน้ำมันโลกในปี 2558 ว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบน่าจะมีราคาอยู่ในช่วง 50-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ปรับลดลงอย่างมากจากปี 2557 ที่ราคาดูไบเฉลี่ย 97 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
สุกฤตย์ ประเมินว่า จากข้อมูลล่าสุดคาดว่าอุปสงค์น้ำมันดิบจะขยายตัวที่ระดับ 9 แสนบาร์เรล/วัน โดยมีความต้องการหลักจากเอเชีย
สำหรับอุปทานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก โดยเฉพาะสหรัฐที่มีการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน ในขณะที่มีโรงกลั่นใหม่เพิ่มขึ้นทั้งจากตะวันออกกลางและภูมิภาคเอเชียราว 1.1 ล้านบาร์เรล/วัน และคาดว่าจะมีโรงกลั่นเก่าปิดตัวลงกว่า 3 แสนบาร์เรล/วัน ทำให้กำลังการกลั่นสุทธิที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ส่งผลให้คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบน่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 50-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ค่าการกลั่นก็น่าจะทรงตัวอยู่ในระดับที่ดี
หลังจากนั้น มีความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันดิบดูไบจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังอยู่ที่ระดับ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอการลงทุนของแหล่งผลิตน้ำมันดิบที่มีต้นทุนสูงและไม่คุ้มทุนที่ระดับราคาในปัจจุบัน จากทิศทางราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ผู้ค้าน้ำมันทำการเช่าเรือเก็บน้ำมันลอยลำกลางทะเลเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจนอยู่ที่ระดับ 60 ล้านบาร์เรล ในเดือน ม.ค. 2558
สำหรับผลกระทบราคาน้ำมันต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงอย่างมาก คาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจโลกเติบโตในอัตราที่ดีขึ้นในปี 2558 โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่นำเข้าน้ำมันสุทธิ ไม่ว่าจะเป็น สหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ ซึ่งล้วนเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งประเทศไทยเองด้วย ยกเว้นกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ได้รับผลกระทบทางลบ เช่น ประเทศในตะวันออกกลาง และรัสเซีย
สุกฤตย์ คาดว่า ในปีนี้อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันในประเทศน่าจะปรับตัวดีขึ้น จากการคาดการณ์เศรฐกิจที่เติบโตสูงขึ้น อุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปจะเพิ่มมากขึ้นจากราคาที่ปรับตัวลดลง อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งจะทำให้มีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน
นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันดิบลดลง ทำให้ใช้เงินทุนหมุนเวียนน้อยลงช่วยลดค่าใช้จ่ายทางการเงิน ประกอบกับค่าการกลั่นที่คาดว่าจะดีขึ้น จากการที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดภูมิภาคปรับตัวลงช้ากว่าการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ ตลอดจนการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจในภูมิภาค
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตามองในปีนี้คือ การปฏิรูปพลังงาน ที่มีวัตถุประสงค์ให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อปริมาณความต้องการน้ำมันสำเร็จรูปชนิดต่างๆ ภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ราคาน้ำมันนั้นมีผลทางบวกต่อเศรษฐกิจไทย การลดลงของราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด โดยข้อมูลของธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินไว้ชัดมากว่า ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงช่วยผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซลประหยัดค่าใช้จ่ายไปแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาทในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2557 โดยเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในไตรมาส 2 ปี 2557 ซึ่งผลประโยชน์ตกกับผู้ใช้น้ำมันเบนซินที่ส่วนใหญ่คือครัวเรือน ในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ใช้น้ำมันดีเซลที่ส่วนใหญ่ใช้ในภาคขนส่ง
สำหรับปี 2558 ผู้ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลอาจจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ราว 1.48 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายปีก่อนหน้า ภายใต้สมมติให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ราว 58 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งลดลงจากราคาเฉลี่ยในปีก่อนที่อยู่ในระดับราว 98 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
เม็ดเงินที่ผู้ใช้น้ำมันประหยัด 1.48 แสนล้านบาท นั้นคิดเป็นราว 1.2% ของจีดีพี และหากไม่มีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ภาคครัวเรือนและธุรกิจจะสามารถประหยัดได้สูงถึง 2.41 แสนล้านบาท
ครัวเรือนทุกระดับรายได้จะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ครัวเรือนในทุกระดับรายได้มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายน้ำมันต่อค่าใช้จ่ายทั้งหมดค่อนข้างใกล้เคียงกันอยู่ที่ราว 5.3-8.4%
ดังนั้น ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ลดลงจึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ครัวเรือนทุกระดับรายได้
ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และสินค้าเกษตร น่าจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันที่ลดลงมากที่สุด เนื่องจากภาคธุรกิจเหล่านี้เป็น 3 อันดับแรกที่มีสัดส่วนต้นทุนการขนส่งสูงที่สุด
ส่วนภาคธุรกิจที่น่าจะได้รับประโยชน์โดยอ้อมจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น คือ ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค และภาคการท่องเที่ยว โรงแรมและภัตตาคาร อย่างไรก็ตามธุรกิจเหล่านี้จะได้รับประโยชน์ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ปรับลดค่าขนส่งลงตามต้นทุนราคาน้ำมันดีเซลที่ลดลง







