
HSBCห่วงกำไรบจ.ต่ำ
ธนาคารเอชเอสบีซียันลดหุ้นไทย ชี้ราคาแพงไป กำไรของ บจ.มีโอกาสน้อยกว่าคาด
ธนาคารเอชเอสบีซียันลดหุ้นไทย ชี้ราคาแพงไป กำไรของ บจ.มีโอกาสน้อยกว่าคาด
นายเฮโรลด์ แวน เดอ ลินเด ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์วิจัยกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้น ธนาคารเอชเอสบีซี ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงแนะนำลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย เนื่องจากผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีโอกาสต่ำกว่าที่คาดการณ์ ขณะที่ราคาอยู่ในระดับสูง วัดจากพี/อี 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 13.8 เท่า แม้ว่าบรรยากาศการลงทุนจะดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นและราคาน้ำมันถูกลงก็ตาม
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าผลกำไรจะเติบโต 12.3% ในปี 2558 มาจากยอดขายขยายตัว 1.2% ส่วนต่างกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (อีบิตดา) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 14.2% ในปี 2557 เป็น 15% ในปี 2558
“เรามองตลาดอย่างระมัดระวัง เศรษฐกิจฟื้นตัวยังไม่แข็งแกร่งอย่างที่คาด โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าอย่างล่าช้า สินเชื่อเติบโตต่ำ และภาวะหนี้สินภาคครัวเรือนในระดับสูง”
สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ คือธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์จากแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ น.ส.นลิน ฉัตรโชติธรรม นักเศรษฐศาสตร์ของเอชเอสบีซี คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 4% ในปี 2558 และน่าจะปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อพร้อมกับปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เหลือ 1.75% ในการประชุมนโยบายครั้งต่อไปเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ
ขณะที่ธุรกิจพลังงานทดแทน โดยเฉพาะบริษัทที่ดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) มีผลกำไรที่ดีขึ้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับผลประกอบการของ บจ.รวม โดย น.ส.วันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) กล่าวว่า ไตรมาส 4 ปี 2557 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,366 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 586% จากไตรมาส 4 ปี 2556 เนื่องมาจากรายได้จากการขายไฟเพิ่มขึ้นหลังจากรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 36 แห่ง ทำให้ทั้งปี 2557 มีกำไรสุทธิ 1,656 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 232% จากปี 2556 มาจากรายได้จากการขายและการให้บริการรวมเพิ่มขึ้น 76% เป็น 4,357 ล้านบาท บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้น 73% เทียบกับปี 2556 ที่ 67% เพราะจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าธุรกิจอื่น
ด้าน บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) มีกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2557 ที่ 79 ล้านบาท ลดลง 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่สูงกว่าที่ตลาดคาด 56% ทั้งนี้ หาก ไม่รวมรายการพิเศษจะมีกำไรปกติ 71 ล้านบาท ทำให้ปี 2557 มีกำไรสุทธิ 545 ล้านบาท ลดลง 38% จากปี 2556 แต่กำไรปกติอยู่ที่ 504 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58%
ทั้งนี้ กำไรปกติไตรมาส 4 ลดลง 48% จากไตรมาส 3 ปี 2557 และ 49% จากไตรมาส 4 ปี 2556 มีสาเหตุหลักมาจากยอดขายลดลง โดยเฉพาะจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีอัตรากำไรสูง ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ที่ 20% เทียบกับ 30% ในไตรมาส 3 และ 33% ใน 4 ปี 2556
GUNKUL ประกาศจะจ่ายหุ้นปันผลและเงินปันผล 0.028 บาท/หุ้น โดยปันผลเป็นหุ้นในอัตรา 4 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่
นายสมบูรณ์ เอื้ออัชฌาสัย กรรมการผู้จัดการ GUNKUL กล่าวว่า ปีนี้ผลการดำเนินงานน่าจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น โดยบริษัทยังคงมุ่งเน้นผลักดันในทุกธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังประกาศเข้าซื้อหุ้น 99.98% ใน บริษัท โคราชวินด์ เอ็นเนอร์ยี เป็นเงิน 432 ล้านบาท โครงการนี้มีสัญญาแอด ดอร์-ภาษีศุลกากร (ทาริฟฟ์) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 3.50 บาท/กิโลวัตต์ สำหรับ 10 ปีแรก
”ผลงานปี 2557 ถือว่าเป็นไปตามคาด ส่วนภาพรวมธุรกิจในปีนี้น่าจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น บริษัทยังคงให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงการต่างๆ พร้อมกับตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำธุรกิจไฟฟ้าพลังงานทดแทนอย่างครบวงจร ทั้งการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า รวมถึงงานรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้า (EPC)” นายสมบูรณ์ กล่าว
ด้าน บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) นายสตีเว่น ซิว ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบัญชีและการเงิน และนักลงทุนสัมพันธ์ กล่าวว่า ปี 2558 ตั้งเป้ารักษารายได้ให้เท่ากับปีก่อนที่ทำได้ 7,630 ล้านบาท ตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่มีการเจรจาจะซื้อจะขายที่ดินกันแล้ว แต่หลายรายยังไม่เจรจาเซ็นสัญญาซื้อที่ดิน เนื่องจากรอดูมาตรการภาษีสนับสนุนการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก่อน เพราะมีการเปลี่ยนเกณฑ์และมาตรการในหลายเรื่อง โดยสิ้นปี 2557 บริษัทมีรายได้ที่รอรับรู้ (แบ็กล็อก) ประมาณ 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้ปีนี้ถึง 90%







