
UMS พุ่งแรงกว่าเท่าตัว ‘บิ๊ก’งงหาเหตุผลไม่เจอ
ในช่วงนี้นักลงทุนจะพบเห็นหุ้นที่ร้อนแรงเกลื่อนกระดาน โดยส่วนใหญ่อาศัยข่าวจริงหรือข่าวเท็จ
ในช่วงนี้นักลงทุนจะพบเห็นหุ้นที่ร้อนแรงเกลื่อนกระดาน โดยส่วนใหญ่อาศัยข่าวจริงหรือข่าวเท็จ เรื่องการขยายธุรกิจใหม่ เน้นพลังงานทดแทน รวมถึงการมีพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมลงทุน และที่หนักสุดคือการซื้อขายกิจการ (เทกโอเวอร์) ซึ่งหลายบริษัทข่าวที่แพร่สะพัดมักจะเป็นจริง แต่นักลงทุนก็จะต้องระวังข่าวลือ หรือข่าวปล่อยด้วยเช่นกัน
เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นของบริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) โดยราคาหุ้นในช่วง 4 วันทำการที่ผ่านมาทะยานเกินกว่า 100% จากระดับ 5.80 บาท เมื่อวันที่ 10 ก.พ. กระโดดมาปิดที่ 12 บาท เมื่อวันที่ 16 ก.พ.นี้ โดยจุดพลุเรื่องผลดำเนินงานจะพลิกเป็นกำไร รวมถึงการซื้อเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย และการขายหุ้นให้กับพันธมิตร ทำให้ราคาผิดสังเกตจนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องซักถามบริษัทว่ามีข่าวหรือข้อมูลอะไรที่เป็นนัยสำคัญต่อการซื้อขายหุ้นบ้าง ซึ่งวันที่ 12 ก.พ. 2558 ที่ผ่านมา บริษัทยืนยันว่าไม่มีพัฒนาการใดที่เป็นนัยสำคัญที่จะเปิดเผยสารสนเทศ
ซึ่งสอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ “สมพร จิตเป็นธม” กรรมการและกรรมการผู้จัดการ (รักษาการ) บริษัท ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส และควบนั่งเก้าอี้ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบัญชีและการเงิน บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) กล่าวว่า ไม่ทราบสาเหตุที่ราคาหุ้นของ UMS ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงต่อเนื่องจากตั้งแต่สัปดาห์ก่อนต่อเนื่องถึงสัปดาห์นี้ โดยขณะนี้บริษัทพยายามหาสาเหตุอยู่เช่นกันว่ามาจากปัจจัยใด
สำหรับกระแสข่าวเรื่องพันธมิตรของบริษัทที่จะเข้ามาอาจเป็นส่วนหนึ่งเหตุที่นักลงทุนเข้ามาเล่นเก็งกำไร แต่ในฝั่งบริษัทยืนยันว่าขณะนี้จะยังไม่มีหรือใกล้ได้ข้อสรุปเรื่องพันธมิตรในเร็วนี้ๆ อย่างแน่นอน
ขณะที่ยอมรับว่าการมองหาพันธมิตรมาร่วมธุรกิจเป็นนโยบายหนึ่งที่จะเข้ามาสร้างพลิกฟื้นให้บริษัทกลับมามีกำไรเติบโตได้ในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมีการคุยกันเบื้องต้นเท่านั้นยังไม่มีอะไรสรุปออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ขณะแผนที่จะทำร่วมกันขึ้นอยู่กับการเจรจาพูดคุยซึ่งบริษัทไม่ได้กำหนดไว้ตายตัว แต่มีนโยบายหลักของการหาพันธมิตรคือต้องสร้างประโยชน์ให้มากที่สุดกับธุรกิจหลักถ่านหินที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญอยู่เดิมและยังมีแผนที่จะทำธุรกิจต่อไป
แผนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจระยะสั้นในปี 2558 ตั้งเป้าหมายจะให้ผลการดำเนินถึงจุดคุ้มทุนหรือพลิกกลับมีกำไรเล็กน้อยจากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่มีผลขาดทุนติดต่อกันซึ่งมีแนวโน้มขาดทุนที่ลดลงด้วย โดยเฉพาะธุรกิจจำหน่ายถ่านหินซึ่งตั้งเป้ายอดขายปีนี้ไว้ที่ประมาณ 1,300-1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นจุดคุ้มทุนของโรงงานทั้งสองแห่งของบริษัท จากปี 2557 ที่มียอดขายประมาณ 1,000 ล้านบาท
ขณะที่รูปแบบการจะใช้วิธีการสั่งซื้อนำเข้าถ่านหินจากเหมืองอินโดนีเซียแบบซื้อมาขายไป (เทรดดิ้ง) ส่งมอบให้ลูกค้าหมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน เพื่อลดความเสี่ยงหากราคาถ่านหินปรับตัวลง วิธีการคือหากซื้อมาในราคาถูกนำมาขายกับลูกค้าในราคาถูก หากถ่านหินคุณภาพสูงซื้อมาแพงก็จะขายในราคาที่สูง เพราะปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าที่ซื้อถ่านจากบริษัทจำนวน 40-50 ราย เป็นกลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ส่วนสต๊อกเก่าที่ซื้อมาในต้นทุนที่ราคาแพงสามารถขายทยอยระบายออกไปได้พอสมควร แต่ยังเป็นภาระอยู่บ้างขณะนี้เหลือจำนวนไม่มาก
อีกกลยุทธ์ในระยะสั้นคือการหาแหล่งรายได้เสริมค่าธรรมเนียมขนสินค้าผ่านจากท่าเรือและคลังสินค้าใน ต.สวนส้ม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ที่ถูกสั่งปิดห้ามขนส่งถ่านหินเพราะมีปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทมี
แผนจะกลับมาเปิดให้บริหารขนส่งสินค้าประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ถ่านหินเพราะอนุญาตให้ทำได้จากบริษัทภายนอกโดยเก็บค่าธรรมเนียม ปัจจุบันมีลูกค้าจำนวน 2-3 รายซึ่งน่าจะกลับมาเปิดให้บริการภายใน 1-2 เดือนนี้ ช่วงแรกอาจสร้างรายได้ไม่มาก โดยท่าเรือนี้สามารถรองรับเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ได้ในระดับหลายพันตัน และเป็นท่าเรือที่เหมาะสมต่อการขนส่งสินค้าไปทางถนนไปยังภาคกลางตอนบนและภาคตะวันตก
“พยายามดูอยู่ว่าหุ้น UMS วิ่งแรงต่อเพราะอะไรนักลงทุนคงมีข้อมูลของเขาเองที่เข้ามาลงทุน คงไปตอบแทนเขาไม่ได้ว่าเข้ามาเล่นเพราะปัจจัยอะไร ส่วนบริษัทมีกลยุทธ์ช่วงสั้นคือการทำให้ธุรกิจถ่านหินขายได้มากขึ้น ทำให้ปีนี้ถึงจุดคุ้มทุนหรือมีกำไรเล็กน้อย ส่วนกลยุทธ์ระยะยาวคงมองหาพันธมิตรเข้ามาเพื่อสร้างให้บริษัทมีกำไรเติบโตขึ้นในระยะยาว”
UMS อาจจะกลายเป็นตัวหนึ่งที่พานักลงทุนโดยเฉพาะรายย่อยไปด้วยก็ได้ หากรายย่อยคนใดจะตามแห่เข้าไปซื้อ อาจจะต้องเจ็บปวดอย่างหนักก็เป็นไปได้สูง เพราะฐานะการเงินง่อนแง่นเหลือเกิน







