
แบงก์รัฐสนองนโยบาย อัดสินเชื่อกระตุ้นรากหญ้า
หลังจากที่ได้รับโจทย์ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) มีส่วนร่วมในนโยบายของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
หลังจากที่ได้รับโจทย์ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) มีส่วนร่วมในนโยบายของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นการช่วยเหลือคนจนและผู้ประกอบการรายย่อย แบงก์รัฐหลายแห่งต้องเร่งทำการบ้านอย่างหนักใน 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะมีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนในสัปดาห์หน้า
ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมเสนอมาตรการ 4 ด้าน ให้กระทรวงการคลังนำไปร่วมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแผนใหญ่ของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน โดยกำหนดวงเงินหลายหมื่นล้านบาท จากที่ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อรวมของปี 2558 นี้ที่คาดว่าจะปล่อยกู้เพิ่มอีกราว 1 แสนล้านบาท หรือขยายตัวขึ้น 6% ของวงเงินสินเชื่อคงค้างที่ 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งวงเงินดังกล่าวนี้จะเป็นการปล่อยกู้ให้รายย่อยเป็นสัดส่วนถึง 92%
ทั้งนี้ 4 โครงการที่ธนาคารจะนำเสนอให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาภายใน 2 สัปดาห์นี้ ได้แก่ 1.โครงการสินเชื่อประชาชน ที่ให้วงเงินกู้เพิ่มเติมกับลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดี 12 เดือนติดต่อกัน 2.โครงการออมสู่ฝัน สำหรับลูกค้ามีประวัติการฝากเงินหรือออมเงินมาก่อนอย่างต่อเนื่อง จะได้รับการพิจารณาปล่อยกู้พิเศษ
3.โครงการสินเชื่อประชาชนสุขใจ ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างธนาคารออมสินและบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดย บสย.เป็นผู้ค้ำประกันให้รายละไม่เกิน 2 แสนบาท และ 4.โครงการสินเชื่อสวัสดิการ เป็นสินเชื่อเพื่อเป็นทุนประกอบอาชีพ หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เน้นปล่อยกู้พนักงานรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานของรัฐ รายไม่เกิน 2 แสนบาท เบื้องต้นคาดว่าสำหรับโครงการสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันจะปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ย 0.5-0.75% ต่อเดือน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าการกู้เงินนอกระบบที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 10% ต่อเดือน
วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานธนาคารออมสิน ว่า ขณะนี้ภาพรวมของการดำเนินงานของธนาคารออมสินนั้น มีสัดส่วนเงินออมที่สูงถึง 1.95 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 13% จากเงินฝากสถาบันการเงินทั้งหมด โดยสามารถปล่อยสินเชื่อได้รวม 1.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 12% ของสินเชื่อทั้งหมดของสถาบันการเงิน มียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 1.37% รวมทั้งตั้งสำรองสูงถึง 134% โดยมีสินทรัพย์ 2.28 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2.43 หมื่นล้านบาท ดังนั้นจึงคาดว่าในปีนี้ธนาคารจะสามารถปล่อยสินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6%
อย่างไรก็ตาม ปี 2558 ธนาคารตั้งเป้าหมายรักษาฐานลูกค้ากลุ่มเดิมและจับกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นในกลุ่ม 15-30 ปี เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งหารายได้จากค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นอีก 5-8% พร้อมกับนำให้บริการโมบายแบงก์กิ้งมาใช้บนสมาร์ทโฟน ถือเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐแห่งแรกที่ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น
ด้าน สุพจน์ อาวาส กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ธนาคารเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว คือ โครงการสินเชื่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 5% เริ่มเปิดตัวโครงการได้ในเดือน มี.ค.นี้ โดยจะเน้นปล่อยกู้กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และโอท็อป ซึ่งคาดว่าจะสามารถปล่อยกู้ได้หมดภายใน 2 เดือน
ปัจจุบันเอสเอ็มอีแบงก์มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และหอการค้าทั่วประเทศ ในการคัดเลือกผู้ประกอบการที่ได้มาตรฐานเข้ามาขอสินเชื่อแล้ว







