
อีคอมเมิร์ซตลาดคึก แนวโน้มปีนี้โมบายมาแรง
แนวโน้มการเติบโตของการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เพิ่มสูงขึ้น จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 35 ล้านคน แบ่งเป็นการเข้าใช้งานเว็บไซต์ ผ่านมือถือถึง 41% คาดว่าในปี 2558 นี้จะเกิน 50% จากจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่มีกว่า 30 ล้านคน ทำให้สินค้าหลายรายเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจออนไลน์และอีคอมเมิร์ซปีนี้อาจจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 30%
แนวโน้มการเติบโตของการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เพิ่มสูงขึ้น จากการใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 35 ล้านคน แบ่งเป็นการเข้าใช้งานเว็บไซต์ ผ่านมือถือถึง 41% คาดว่าในปี 2558 นี้จะเกิน 50% จากจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กที่มีกว่า 30 ล้านคน ทำให้สินค้าหลายรายเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจออนไลน์และอีคอมเมิร์ซปีนี้อาจจะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 30%
ทรงยศ คันธมานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต กล่าวว่า เว็บไซต์บนพีซีเริ่มเข้าสู่ยุคของการอิ่มตัว ถึงแม้ธุรกิจขนาดใหญ่จะมีเว็บไซต์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ก็จำเป็นต้องปรับรูปแบบของเว็บให้รองรับการใช้งานบนโมบายแพลตฟอร์มมากขึ้น โดยสมาคมโฆษณาดิจิตอล (ประเทศไทย) คาดว่า ปี 2557 มูลค่าสื่อดิจิทัลจะสูงถึง 4,248 ล้านบาท
“การใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยนั้น ไม่ได้จำกัดแค่บนเว็บไซต์หรือเฉพาะเวลาทำงานอีกต่อไป จากปัจจัยของสัญญาณมือถือที่ใช้งานได้สะดวกมากขึ้น การเปลี่ยนจากยุคฟีเจอร์โฟนมาเป็น สมาร์ทโฟนและนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจทุกขนาดต้องเร่งพัฒนาตัวเองให้ทันกับกระแสเหล่านี้ เพื่อจะไม่เสียกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ รวมทั้งขยายฐานลูกค้าไปยังต่างประเทศด้วย” ทรงยศ กล่าว
ผู้ประกอบการทุกขนาดในไทย ตั้งแต่ระดับเอนเตอร์ไพรส์ ที่มีกว่า 5,000 ราย ทุ่มงบโฆษณารุกตลาดออนไลน์มากขึ้น ในขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดเอสเอ็มอีที่เคยไม่ประสบความสำเร็จในช่องทางนี้ ก็คาดว่าจะกลับมาทำตลาดอีกครั้ง ส่วนธุรกิจสมัครเล่นหรือขายของบนเฟซบุ๊กและโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีกว่า 8 แสนราย จะเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามากระตุ้นตลาดออนไลน์ให้คึกคัก
“ในปีที่ผ่านมา เรดดี้แพลนเน็ตมียอดการเติบโตเพิ่มขึ้น 50% ต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว ซึ่งในภาพรวมสัดส่วนธุรกิจของบริษัทช่องทางของการโฆษณาออนไลน์ที่มี 50% นั้น มาจากการทำ สื่อโฆษณาผ่านมือถือ 30% นั่นแสดงให้เห็นว่าการโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กนั้น ได้ผลอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีรายได้จากแพลตฟอร์มเว็บสำเร็จรูป 30% กลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ 15% และการฝึกอบรม 5% ซึ่งต้องยอมรับว่าธุรกิจดิจิทัลเติบโตได้ดี ถึงแม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจปีที่ผ่านมาจะไม่ราบรื่นก็ตามที” ทรงยศ กล่าว
ทั้งนี้ นโยบายดิจิทัลอีโคโนมีถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่ช่วยให้ภาคธุรกิจหันมาเห็นความสำคัญและเพิ่มงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ดังนั้นภาครัฐควรเร่งเสริมระบบช่องทางชำระเงินออนไลน์ให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และต้องตระหนักถึงความเป็นส่วนตัวของประชาชนในส่วนข้อมูลการใช้จ่ายและข้อมูลเชิงลึกด้วย
“ปัญหาที่ทำให้อีคอมเมิร์ซของไทยยังไม่บูมเท่าที่ควรนั้น มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ระบบโลจิสติกส์ และระบบเพย์เมนต์เกตเวย์ ซึ่งต่างประเทศจะให้ความสำคัญในเรื่องของข้อมูลเชิงลึกมาก รวมทั้งการรับประกันความเสียหายหากเกิดกรณีสินค้าเสียหาย ก็ต้องอยู่ในมูลค่าที่เหมาะสม ดังนั้นสองสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่ยังขาดอยู่ ซึ่งทั้งภาครัฐและธุรกิจต่างไม่ควรมองข้าม หากทำได้ดี คาดกลุ่มบีทูซีจะทำรายได้มากกว่า 1.2 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา” ทรงยศ กล่าว
ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ ก็มีอัตราการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือสูงขึ้น ไม่ต่างจากไทย ดังนั้นการใช้จ่ายแบบอีคอมเมิร์ซต้องเร่งพัฒนาให้ไวขึ้น แม้ต่างชาติหลายรายจะมองไทยเป็นฮับหรือมีความพร้อมกว่าประเทศอื่นๆ แต่ถ้าเราไม่เร่งมือวางรากฐานให้พร้อม ก็อาจจะกลายเป็นเดินหน้าช้ากว่าประเทศอื่นๆ ขนาดเวียดนามก็เริ่มต้นที่ 4จี ไม่ใช่ GPRS แค่นี้ ก็เห็นชัดแล้วว่าอาจไม่ทันการณ์
สำหรับในปี 2558 นี้ สิ่งที่ธุรกิจทุกรายควรเร่งพัฒนา คือ ต้องไม่ประมาทกลุ่มผู้ใช้งานผ่านมือถือ เพราะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำและตอบสนองการซื้อขายได้รวดเร็ว โดยเจ้าของสินค้าต้องตอบสนองการใช้จ่ายแบบออนไลน์ และปรับรูปแบบการซื้อขายให้เป็นอีคอมเมิร์ซมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพราะถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม







